
มุมภาพงามๆเช่นนี้พบได้แทบทุกหัวมุมตึก |
เวนิสเป็นทั้งเมืองและสาธารณรัฐ (republic) ก่อตั้งเมื่อวันที่
25 มีนาคม 421 เริ่มก้าวสู่มหาอำนาจทางทะเลในปี 828 เป็นปีที่เมืองได้อัฐิของนักบุญมาร์โค
(ภาษาอังกฤษ Saint Mark) จากเมืองอเล็กซานเดรีย และถือเป็นปีเริ่มก่อสร้างโบสถ์ซานมาร์โคด้วย
กองทัพเรืออันเกรียงไกรของเวนิส Arsenal เริ่มก่อตั้งในปี
1104 ศตวรรษที่ 13 ถือเป็นจุดสูงสุดของมหาอำนาจทางทะเลของเวนิส
ปี 1203 เวนิสเข้าร่วมสงครามครูเสตครั้งที่ 4 พร้อมกับการครอบครองเมือง
Constantinople ศูนย์กลางอำนาจแห่งอาณาจักร Byzantine ของโรมตะวันออก
เวนิสเริ่มเสื่อมอำนาจลงหลังจากที่เติร์กเข้าครอบครองเมือง
Constantinople 1453 ทำให้อาณาจักร Byzantine ล่มสลายลง พร้อมทั้งระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของโลกตะวันตกด้วยเพราะเมืองท่าต่างๆในแถบนั้นอยู่ภายใต้อาณาจักรออสมานไปด้วย
และในขณะเดียวกันเส้นทางการค้าขายระหว่างยุโรปและเอเชียเปลี่ยนจากเส้นทางสายไหมไปสู่ทางมหาสมุทรอินเดียหลังจากที่
Vasco da Gama พบเส้นทางเดินเรือใหม่ในปี 1498
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเวนิสเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญของยุโรป
ตัวแทนผูกขาดการค้าเครื่องเทศ ผ้าไหม อัญมนีจากเอเชียและตะวันออกกลางกับภาคพื้นทวีปยุโรป
ในตัวเมืองจะมีผู้แทนการค้าจากภาคพื้นทวีปมาตั้งหอการค้ามากมาย
(เทียบได้กับ สภาหอการค้า ในปัจจุบัน) เช่นเยอรมัน ตลอดจนตุรกี
เป็นต้น พระราชนิพนธ์แปล เวนิสวานิช ของรัชกาลที่ 6 บรรยายภาพเวนิสในสมันนั้นได้ดีมาก
นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นท่าขึ้นเรือสำหรับชาวคริสต์ที่ไปแสวงบุญที่เมืองเยรูซาเลม
และเป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพฝรั่งเศสและเวนิสไปตีเมืองเยรูซาเลมในสงครามครูเสตครั้งที่
4
ความเป็นมหาอำนาจของเวนิสนี้ เราดูได้จากความเป็นแม่แบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรมเช่น
อาคารที่ทำการราชการ อาคารประจำตระกูลต่างๆที่เรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า
Palazzo หรือ Casa ในเรียกสั้นๆในภาษาท้องถิ่นของเวนิสว่า
Ca หรือโบสถ์ของเมืองนี้ที่เมืองบริวารต่างๆบน Terra ferma
นำไปเป็นแม่แบบลอกเลียน และโดยเฉพาะตระกูลมั่งคั่งต่างๆของเวนิสเช่น
ตระกูล Pisani, Contarini หรือ Corner เป็นต้น เอาลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมของ
Palazzo ตัวเองออกไปสร้างวิลล่าตากอากาศบนแผ่นดินใหญ่ด้วย
นี้เป็นลักษณะเฉพาะของเรเนซองส์เวเนโต้ที่ยึดแม่แบบของเวนิสเป็นหลัก
ในขณะในแคว้น Toscana กลับไปหาแม่แบบกรีกและโรมัน
เวนิสมีสถานที่น่าชม งานศิลปะ สถาปัตยกรรมครบทุกด้านทุกอย่างให้ชม
ตั้งแต่สไตล์ของ Byzantine โกธิค เรเนซองส์ เรื่อยไปจนถึงศตวรรษที่
20 จนนักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี
จะเดินชมอาคารสถานที่สำคัญ หรือเดินท่องไปตามตรอกซอกซอยต่างๆดูเมืองและชีวิตของชาวเมือง
หรือเข้าชมพิพิธภัณฑ์ หรือร่องเรือกอนโดล่าชมเมืองสองข้างลำคลองหย่อนใจไปเรื่อยๆ
โครงสร้างของเกาะเวนิสแบ่งออกเป็น 6 เขตใหญ่ๆคือ S. Croce,
S. Paolo และ Dorsoduro อยู่ทางใต้ Cannaregio, S. Marco
และ Catello อยู่ทางเหนือ แต่เวนิสมีศูนย์กลางเมืองที่สำคัญอยู่สามแห่งคือ
ที่โบสถ์ San Marco และ Palazzo Ducale บนลาน Piazzetta และ
Piazza di San Marco ตรงนี้เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองเวนิสมาแต่โบราณกาล |
| |
|

บนฝั่ง Palazzo Ducale ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto |
ศูนย์กลางที่สองคือที่ Rialto สะพาน (Ponte di) Rialto ถือเป็นสะพานแรกที่ข้ามคลอง
Canal Grande ของเวนิส ที่นี่เป็นศูนย์ธุรกิจและการเงินมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เป็นที่ตั้งธนาคาร ร้านค้าธุรกิจ และที่ตั้งหอการค้าของชาติต่างๆด้วย |
| |
|

สะพานริอาลโต้ ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto |
และจุดสุดท้ายเป็นที่ตั้งทางทหาร ที่เรียกว่า Arsenal กองทัพเรืออันเกรียงไกรของเวนิส
ปัจจุบันได้ดัดแปลงบนพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ |
| |
|

Arsenal เปรียบเสมือนประตูเข้าเมือง ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto |
ปัจจุบันเวนิสยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลี
และยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมนานาชาติเช่นในอดีต เวนิสมีเทศกาลคานาวาลที่มีชื่อเสียงก้องโลก
เทศกาลนี้ได้เริ่มฟื้นฟูใหม่ในปี 1987 หลังถูกลืมไปร้อยกว่าปีเพราะนโปเลียนสั่งห้าม
และเป็นสถานที่จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bienale
พร้อมทั้งเทศกาลประกวดภาพยนตร์สิงโตทอง Leone doro ที่สำคัญของยุโรป
ทุกสองปี
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เวนิสต้องต่อสู้ปัญหาของตัวเองคือตัวอาคารต่างๆเริ่มทรุดจมลงใต้น้ำทุกปี
เราจะได้รับฟังเห็นภาพข่าวน้ำทะเลเอ่อล้นท่วมเวนิสอยู่บ่อยครั้ง
โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่นี้สูบน้ำจืดใต้ดินขึ้นมาใช้อย่างมาก
มีผลทำให้เมืองเวนิสจมลงอย่างรวดเร็ว 9 ซม.ต่อปี ปัจจุบันเมืองเวนิสได้มีโครงการแก้ปัญหานี้ร่วมกับนานาชาติ
แต่เนื่องจากโครงการต่างๆเหล่านี้ใช้เงินทุนสูงมากและต้องพักการพิจารณาไว้
ตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ทางเทศบาลเมืองประกาศห้ามการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้
ทำให้เมืองชะลอการทรุดลงไปได้บ้าง ด้วนเหตุนี้เราจึงเห็นบ่อน้ำบาดาลทุกบ่อในเมืองทุกปิดลง
เพราะด้วยเหตุที่บ้านเมืองในเวนิสนี้สร้างโดยฝังเสาเข็มไม้โอ้คคุณภาพดีจากแถบยูโกสลายเวีย
(โค่นจนป่าพื้นที่นี้เกรียนไปหมด) ไม้เสาเข็มเหล่านี้อยู่ได้เป็นร้เอยๆปีตราบที่เสาหลักไม้เหล่านี้อยู่ในดินอุ้มด้วยน้ำ
(หลักการเดียวกับสร้างพระปรางค์วัดอรุณ หรือภูเขาทองที่กรุงเทพฯของเรา)
เมื่อน้ำบาดาลแห้งลงทำให้ไม้เสาเข็มแห้งด้วยและผุกร่อนลงอย่างรวดเร็ว
เป็นเหตูผลหลักที่ทำให้อาคารเหล่านี้ทรุดตัวลง
ใครที่มาเยือนเวนิสควรตีตั๋วขึ้นเรือเริ่มต้นที่สถานีรถไฟ
(Ferrovia) จะซื้อเป็นเที่ยวเดียว ตั๋ววัน ตั๋วสามวันก็ได้ตามสะดวก
ล่องออกไปตามคลองเรื่อยๆจนออกไปถึงปากอ่าว (ชาวเวเนเทียนเรียกว่า
Bacci บัชชี) แล้วไปขึ้นท่าที่ San Marco (ใช้เวลาประมาณ
30 นาที) ระหว่างสองฝั่งชลนี้เราจะเห็นอาคารสำคัญต่างๆตั้งอยู่ริมคลองติดๆกันไปเก่าบ้าง
ใหม่บ้าง ที่เก่าที่สุดมีอายุมากกว่า 600 ปี ที่น่าสนใจก็คือเมื่อมองอย่างผิวเผินแล้วจะรู้สึกว่าทุกอาคารจะไม่เหมือนกันเลย
แต่ถ้าพิจารณาดีๆก็จะพบว่า ทุกอาคารมีโครงสร้างเหมือนกันคือ
อาคารมักจะมี 3 ชั้น ชั้นล่างเปรียบเหมือนใต้ถุนอาคาร (Piano
terreno) ใช้เป็นที่เก็บสินค้า ท่าเทียบเรือบ้าน ชั้นที่สองเป็นชั้นหลักของอาคาร
ที่เรียกว่า Piano nobile (พิอาโน โนบิเล่) ใช้เป็นที่เลี้ยงรับรองจัดเลี้ยงแขก
ชั้นสามใช้เป็นที่พักอยู่อาศัย ตัวหน้าอาคาร (facade) ก็จะมี
3 ช่วง (rhythm) สมมาตรกัน A-B-A ช่วง B ตอนกลางของอาคารเป็นช่วงที่กว้างที่สุด
โดยเฉพาะชั้น piano nobile ใช้เป็นห้องรับรองแขก ช่วง A ริมอาคารทั้งสองฝั่งใช้เป็นห้องทำงาน
ห้องครัวหรือห้องพักส่วนตัว ช่วง A ทั้งสองฝั่งนี้เป็นร่องรอยของหอคอยประสาทในยุคต้นๆที่มีหอกลางอยู่ริมสองฝั่ง
ช่วง B ของชั้น piano nobile นั้นจะมีการแต่งเป็น Motiv ต่างๆตั้งแต่ยุค
byzantine, romanesque, gothic จนถึง renaissance |
| |
|

อาคารต่างๆตามผัง A-B-A ริมคลองใหญ่ |
ระหว่างทางล่องเรือเราจะลอดใต้สะพานข้ามคลอง canal grande
สำคัญสองสะพานคือ Ponte di Rialto และ Ponte dellAccademia
สะพานแรก Rialto สร้างขึ้นในปี 1588-91 สร้างขึ้นแทนสะพานชักรอกเปิดปิดให้เรือผ่านที่ชำรุดไป
และที่น่าสนใจคือสถาปนิกชื่อดังในสมันนั้นเช่น Michelangelo
หรือ Palladion เสนอยื่นแบบเข้าแข่งขันด้วย แต่ไม่ได้รับการพิจารณา
แต่เป็นแบบของสถาปนิก Antonio da Ponte ที่ไม่เป็นที่รู้จักได้รับสัมปาทานในการก่อสร้าง
ลักษณะเด่นของสะพานนี้ก็คือ ส่วนโค้งของสะพานต้องสูงพอที่จะให้เรือบรรทุกสินค้า(ในสมัยนั้น)
รอดผ่านได้ บนสะพานเป็นที่ตั้งของร้านค้า เป็นทางสัญจรของรถม้า
และต้องมีทางเท้าสำหรับคนเดินอยู่ข้างทางสองฝั่ง และตรงกลางสะพานเปิดเป็นช่องสามารถมองลอดเห็นวิวทั้งสองฝั่งได้ |
| |
|

สะพานริอาลโต้อีกมุมมองหนึ่ง |
อีกสะพาน Ponte dellAccademia เป็นสะพานไม้ก่อสร้างด้วย
concept สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และที่นี้เป็นสถาบันศิลปะเพาะช่างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอิตาลี
และหอศิลป์แสดงภาพวาดและศิลปะที่สำคัญของเมืองเวนิส ที่นี่เป็นที่รวมจิตรกรรมที่สำคัญต่างๆของสำนักเวเนเทียน
ที่ผู้สนใจศิลปะเวนิสไม่ควรพลาด |
| |
|

สะพาน Ponte dellAccademia |
ที่ปากอ่าวทางขวามือเรือจะจอดเทียบท่า Salute เป็นที่ตั้งของโบสถ์บาโร้ค
Santa Maria della Salute ตั้งสูงเด่นเห็นแต่ไกลโดยเฉพาะยอดโดมขาว
โบสถ์นี้ก่อตั้งเพื่อเป็นการขอบคุณพระแม่ หลังจากที่เมืองได้ผ่านพ้นวิกฤตการะบาดของกาฬโรคในปี
1630 หลังจากนั้นเรือก็จะมาเทียบท่า San Marco Vallaresso
ถือเป็นการเข้าประตูเมืองอย่างเป็นทางการ |
| |
|

โบสถ์ Santa Maria della Salute ตั้งอยู่ปากอ่าว มองจากสะพานริอาลโต้ |
โบสถ์ San Marco และ Palazzo Ducale ตลอดจนอาคารต่างๆรอบๆ
ลาน Piazza San Marco และ Piazzetta (บนเกาะเวนิสจะเรียกลานหน้าโบสถ์คู่เมือง
San Marco ว่า Piazza เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนลานอื่นๆในเมืองจะเรียกว่า
คัมโป campo) ถือได้ว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางที่ทำการของคณะบริหารและศูนย์อำนาจปกครองเมืองและการปกครองเมืองบริวารต่างๆ
และตลอดจนตุลาการของเมืองด้วย |
| |
|

โบสถ์ซานมาร์โค ด้านหน้าทางเข้า อาคารด้านขวาคือ Palazzo
Ducale |
โบสถ์ San Marco ถือเป็นวัดคู่เมืองเวนิส สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บอัฐินักบุญ
Marco หนึ่งในสี่สาวกพระเยซูที่บันทึกชีวิตเรื่องราวของพระเยซูไว้
(สาวกทั้งสี่นี้มีชื่อเรียกในทางคริสต์ว่า Evangelist ผู้บอกข่าวดีว่าพระเยซูจะพื้นคือกลับมาอีก)
พ่อค้าเวเนเทียนสองคนไปเสาะหาได้มาจากเมือง Alexandria และเป็นที่ภาคภูมิใจของเมืองอย่างมาก
โบสถ์นี้แต่งประดับประดาด้วยโมเสคพื้นทอง โดยจัดเป็นภาพเล่าเรื่องราวต่างๆของการลำเลียงอัฐิของนักบุญมาร์โค
เรื่องราวเมืองเวนิส และที่สำคัญเรื่องราวต่างจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเช่น
ชีวิตของพระเยซู ของพระแม่มารี เป็นต้น นอกจากนี้ภายในและรอบๆตัวโบสถ์ยังประดับด้วยทรัพย์สินเชลยศึกที่ยึดได้มาจากที่ต่างๆเช่นม้าสำริด
4 ตัว บนโบสถ์ หรือ ทหารสี่สหายสลักด้วยหินแกรนิตอย่างดีเป็นต้น |
| |
|

Palazzo Ducale ด้านหน้า ซ้ายมือเป็นโบสถ์ San Marco ขวามือติดทะเล |
ในอาคารที่ทำการราชการ Palazzo Ducale เป็นทำประชุมของกรรมการเมือง
เป็นบัลลังศาลตัดสินพิจารณาความ ที่ทำการปกครอง และเป็นที่จวนพำนักของดอเจ่
(Doge) กฎหมายเวนิสระบุไว้ว่า Doge ระหว่างอยู่ในตำแหน่งจะต้องพักอยู่ที่นี่
เวลาออกไปไหนจะมีเจ้าหน้าที่ตามและสอดส่องบันทึกตลอด เพื่อให้ไม่เกิดความลำเอียงหรือคอร์รัปชั่น
ด้วยเหตุที่กฎหมายเวเนเทียนเข้มงวดเช่นนี้ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สาธารณะรัฐเวนิสสามารถดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าหนึ่งพัน
ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองเรียกเมืองตัวเองว่า Serenissima (เมืองสุดยอดแห่งอำนาจ
ความมั่งคั่งและความผาสุก) และเปรียบ Venezia เป็นเทพธิดา
Venezia แต่เป็นเทพองค์เดียวกันกับเทพธิดา Guistizia (ภาษาละติ
justizia) เทพธิดาแห่งความยุติธรรม นอกจากสิงโตมาร์โคแล้ว
การศาลที่นี่ มีความเที่ยงตรงยุติธรรมขนาดไหนดูได้จาก ห้องการศาลต่างๆในอาคารนี้
(รวมทั้งห้องคุมขังสอบสวนและทารุณนักโทษด้วย) และสะพานเชื่อมระหว่างอาคารนี้กับเรือนจำอยู่อีกพากคลองหนึ่งอันมีชื่อ
Ponte dei Sospiri สะพานแห่งการถอนเทือกหายใจ ซึ่งหมายถึงถ้านักโทษผู้ใดข้ามสะพานนี้ไปยังศาลที่อาคารนี้แล้ว
น้อยคนนักจะได้เดินกลับมาอีก ที่นี่ Casanova นักรักอันลือชื่อมาขึ้นศาลและถูกจองจำที่นี่
(และสามารถแหกคุกหนีออกไปได้) |
| |
|

Ponte dei Sospiri เชื่อมระหว่าง Palazzo Ducale และ คุก |
Palazzo Ducale สามารถเรียกสั้นๆได้ว่าศูนย์รวมอำนาจและศูนย์บัญชาทั้งหมดในทุกเรื่องทั้งฝ่ายพลเรือนและการทหาร
เปรียบเสมือน white house ของสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ภายในจะมีห้องที่ทำการต่างๆ
ที่น่าสนใจคือ ภาพจิตรกรรมบรรยายเรื่องราวประวัติของเมืองเวนิส
โดยเฉพาะเรื่องราวสรรเสริญชัยชนะของกองทัพเวนิสในศึกสงครามต่างๆ
งานศิลป์เหล่านี้สร้างสรรค์โดยศิลปินเวเนเทียนเช่น Tintoretto,
Veronese, Francesco Bassano ที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบของภาพ
การใช้สี และแสงเงา จะสัมพันธ์เข้ากับสภาพแสงเขาของห้องเหล่านี้
ราวกับว่าภาพเหล่านี้มีชีวิตจริงขึ้นมา นี่เป็นเทคนิคใหม่ของเรเนซองส์แห่งเวนิส
ที่แตกต่างไปจากเรเนซองส์ฟลอเรนส์ (การชมอาคาร Palazzo
Ducale นี้ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง) ส่วนอาคารรอบๆเช่น
Procuratie veechia, Procuratie nuove, Ala Napoleonic,
หอนาฬิกา Torre dellOrolgie, หอระฆัง Campanile และ โรงกษาปณ์
Zeccea ต่างๆเหล่านี้ ถ้าสนใจก็สามารถเข้าชมต่อได้ |
| |
|

แผนที่ที่ตั้งอาคารต่างๆรอบๆ San Marco และ Palazzo Ducale |
เวนิสมีโบสถ์ของคณะสงฆ์ต่างๆที่สำคัญมากมายเช่น Franciskan,
Dominican หรือ Jesuit เป็นต้น แต่ละคณะสงฆ์นี้มีบทบาทในพัฒนาสังคมไม่มากก็น้อย
แต่โบสถ์ไม่ควรพลาดชมคือ โบสถ์ Santi Giovanni e Paolo
(จิโอวานนี่ เอ พาโอโล) เป็นอนุสรสถานของเจ้าเมือง (Doge)
ในสมัยต่างๆ โดยประเพณีของเวนิสเจ้าเมืองจะถูกผังไว้ที่โบสถ์คู่เมือง
San Marco แต่ในเวลาต่อมาได้ขยายออกไปที่โบสถ์ SS. Giovanni
e Paolo ที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือที่ลานนอกโบสถ์มีอนุสาวรีย์ขี่ม้าของแม่ทัพ
Bartolommeo Colleoni โดยฝีมือช่างแห่งเมืองฟลอเรนซ์ Verrocchio
อนุสาวรีย์ขี่ม้านี้มีต้นแบบมาจากตระกูล Scaliger ที่เมือง
Verona |
| |
|

อนุสาวรีย์ของ Gattamelata หน้าโบสถ์ Santi Giovanni e Paole |
ด้านข้างติดคลองนั้นเป็นสมาคมช่างฝีมือ Scuola Grande di
San Marco (ดูข้างล่าง) อาคารอยู่ในสไตล์เรเนซองส์ ที่น่าสนใจคือหน้าอาคาร
(facade) แสดงภาพลายนูนต่ำความลึกของภาพโดยใช้เทคนิคของ
perspective ของจิตรกรรมลายเส้น เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นเป็นภาพลวงเหมือนเป็นช่องลึกเข้าไปจริงๆ
ปัจจุบันอาคารนี้เป็นโรงพยาบาล |
| |
|

อาคารติดคลองและสะพานคือ Scuola Grande di San Marco ด้านขวาติดกันคือโบสถ์
SS. Giovanni e Paolo และอนุสาวรีย์ Gattamelata ภาพวาดสีน้ำมันโดย
Canaletto |
โบสถ์ที่สำคัญคือ Santa Maria Gloriosa dei Frari เช่นเดียวกับโบสถ์
Santi Giovanni e Paolo เป็นที่ตั้งอนุสรสถานของบุคคลสำคัญๆของเมืองเวนิสเป็นต้นว่า
คีตกวีที่สำคัญในยุคบาโร้ค Claudio Monterverdi หรือ ปฎิมากรชื่อดัง
Antonio Canova เป็นต้น ที่นี่เราจะได้ชมงานศิลปะของปฎิมากรและภาพจิตรกรที่สำคัญมากมายเช่น
Donatello, Tizian เป็นต้น |
| |
|

อาคารของ Scuola San Rocco |
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ควรแก่การเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่งคือ
สมาคมศิลปินช่างฝีมือต่างๆที่เรียกว่า scuola (เปรียบได้สมาคมช่างฝีมือ
Guild ของโรมัน ที่เมืองอื่นๆยังใช้ชื่อนี้เรียกอยู่ แต่ที่เวนิสเรียกว่า
สคูโอลา scuola เป็นภาษาละตินแปลตรงตัวได้ว่า สำนัก และแผลงเป็น
school ในภาษาอังกฤษ) เวนิสจึงมี scuole (พหูพจน์) ต่างๆมากมายแต่ที่สำคัญคือ
Scuola Grande di San Rooco, Scuola Grande die San Marco
(กล่าวแล้วข้างบน), Scuola di San Giovanni Evangelista.
Scuole เหล่านี้ถือเป็นองค์กรทางสังคมสำคัญที่ทำให้สังคมเวเนเทียนดำรงอยู่ได้
สมาคมเหล่านี้เป็นสถาบันที่สำคัญในการส่งเสริมศิลปิน โดยว่าจ้างให้ศิลปินออกแบบตัวอาคารและตกแต่งสร้างสรรค์ภาพวาดภายในตัวอาคารด้วย
scuole เหล่านี้มีความคุณค่าในทางศิลปะทุกแขนงที่เรียกในภาษาเยอรมันว่า
Gesamtkunstwerk เช่นที่ Scuola di San Rocco เราจะได้ชมจิตรกรรมของ
Jacopo Tintoretto หรือ Tizian เป็นต้น แต่ถ้ายังไม่อิ่มเอิบกับงานศิลปะยังสามารถเข้าชมต่อได้ที่
หอศิลป์ Gallerie dellAccademia ที่นี่เป็นที่รวมงานศิลป์ของศิลปินเมืองนี้เช่น
ตระกูลศิลปิน Bellini, Tizian, ตระกูล Tintoretto, Lorenzo
Lotto, Palma Vecchio เป็นต้น เราจะได้ชมงานศิลป์แห่งสำนักเวนิสตั้งแต่ศตวรรษที่
6 จนถึงศตวรรษที่ 20 นอกจากนั้นยังนั่งเรือออกไปขึ้นที่ท่า
Giardini ชมสถานที่จัดศิลปะร่วมสมัย Bienale ที่ชาติต่างๆมาตั้งซุ้มที่จัดถาวรไว้ที่นี้
นิทรรศการนี้จัดขึ้นทุกสองปีตั้งแต่ปี 1895 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จมาชมที่นี่ครั้งประพาสยุโรปครั้งแรกปี
1897 |
| |
|

ปากทางเข้ากองทัพเรือ Arsenal (ยังคงสภาพเดิม เทียบกับภาพวาดของ
Canaletto เมื่อ 400 ปีก่อน) |
ใครที่สนใจทางทหารก็สามารถเดินต่อไปดูที่ตั้งกองทัพเรืออิตาลี
ซึ่งเปิดให้ชมได้บางจุด ที่นี่เรายังเห็นอู่ต่อและซ่อมเรืออันใหญ่โตและยังทันสมัยอยู่จนไม่น่าเชื่อว่าสร้างเมื่อ
500 ปีที่แล้ว |
| |
|

โบสถ์ SS. Maria e Donato บนเกาะ Murano |
ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็นั่งเรือออกไปที่เกาะอื่นได้เช่นเกาะ
Murano ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเป่าแก้วที่สำคัญ แต่เดิมนี้โรงงานอุสาหกรรมแก้วนี้ตั้งอยู่ในเมืองเวนิส
แต่เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้บ่อยขึ้น ทางเมืองจึงย้ายออกไปที่เกาะนี้
ที่นี่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์เครื่องแก้วมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมการสาธิตเป่าแก้วได้โดยไม่เสียค่าผ่านประตูแต่อย่างไร
หรือเข้าชมพิพิธภัณฑ์แก้ว ที่นี่นักท่องเที่ยวได้รับความสงบบนเกาะนี้
หนีความวุ่นวายจากเวนิสที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการเดินชมเมือง
ชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่ ถ้าใครสนใจสถาปัตยกรรมก็สามารถเข้าชมโบสถ์
SS. Maria e Donato เป็นโบสถ์โรมานเนสค์ ที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่
12 โบสถ์นี้ตั้งอยู่ริมคลองมีสะพานข้าม เป็นมุมที่สวยงามมาก |
| |

ตลาดน้ำบนเกาะ Murano |