l HOME l About us l Group tour l MICE l Travel Gift Card l VIP Member Card l License No.11/0005 l
ทัวร์ในประเทศ
ทัวร์เครื่องบิน
ทัวร์รถ 5-6 วัน
ทัวร์รถระยะสั้น
Travel X
ทัวร์เพื่อนบ้าน
 
ทัวร์ต่างประเทศ
เอเซีย
ยุโรป
ออสเตรเลีย
อเมริกา
แอฟริกา
 

โรงแรม ที่พัก
 

ตั๋วเครื่องบิน
 

รถเช่า
 

F.I.T. แพคเก็จทัวร์
 

ทัวร์เรือสำราญ
 

สื่อกลางของผู้รักการท่องเที่ยว ถาม/ตอบ ปัญหาเรื่อง ทัวร์ ส่งข่าวสารทางการท่องเที่ยว คุยกับไกด์ ฟังไกด์คุย และอื่นๆ ตามแต่หัวใจรักท่องเที่ยว จะพาไป...
 
 
 
 
 

จันทร์-เสาร์ (09.00-18.00 น.)

ทัวร์ในประเทศ :
dc1@noomsaotours.com

ทัวร์ต่างประเทศ :
oc@noomsaotours.com
 
 
 
 
ชลบุรี: มุทิตาทัวร์
พิษณุโลก: เอเบิ้ลทัวร์
สมุทรสาคร:
สยามทัวร์ริสติก
มหาชัยบุคกี้ง

นครปฐม: ทรัพย์ตะวันทัวร์
 
 
Link Service

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ
แผนที่ทางหลวง ในประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติ ในเมืองไทย
พยากรณ์อากาศ ไทย+เพื่อนบ้าน
เวลาน้ำทะเลขึ้น-ลง แต่ละแห่ง


ต่างประเทศ
การท่องเที่ยว สิงคโปร์
การท่องเที่ยว ฮ่องกง
การท่องเที่ยว เกาหลี
การท่องเที่ยว ญี่ปุ่น
การท่องเที่ยว ออสเตรเลีย
การท่องเที่ยว นิวซีแลนด์
การท่องเที่ยว แคนาดา

ทำหนังสือเดินทาง(Passport)
วีซ่า ญี่ปุ่น
วีซ่า อเมริกา
วีซ่า อังกฤษ
วีซ่า ฝรั่งเศส
วีซ่า เยอรมัน
วีซ่า ออสเตรเลีย
วีซ่า นิวซีแลนด์

อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีทั่วโลก
พยากรณ์อากาศ อเมริกา
พยากรณ์อากาศ จีน


อื่นๆ
เว็บไซด์ วิกิพีเดีย (สารานุกรม)
Thailand at OyMap.com - a world directory

 
 
 
 
 
 
 
ทัวร์ยุโรป ยุค Renaissance 2
สวัสดีครับ บทความนี้จะเป็นบทความที่สอง ที่จะพาท่านท่องเที่ยวไปในถิ่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ในยุค Renaissance ที่อิตาลี ซึ่งเป็นยุคที่มีความรุ่งเรืองด้านศิลปะวิทยาการมากที่สุดยุคหนึ่งของยุโรป เต็มอิ่มกับสาระความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ..
 
โปรแกรมท่องประวัติศาสตร์ ศิลปะแห่งยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance)
ตอน :
ท่องแคว้น "Veneto" อิตาลี
11 วัน
 
วัน
สถานที่
โรงแรม
วันที่ 1
ถึงสนามบิน Malpensa เมือง Milano เดินทางตรงเข้าสู่เมือง Verona (ประมาณ 4 ชั่วโมง) เข้าเมืองและชมเมือง Verona
Verona
วันที่ 2
ชมเมือง Verona ต่อ
Verona
วันที่ 3
เดินทางออกจากเมือง Verona ไปเมือง Vicenza (ประมาณ 1.5 ชั่วโมง) ชมเมือง Vicenza
Vicenza
วันที่ 4
ชมเมือง Vicenza และวิลล่ารอบๆเมือง Vicenza: Villa Rotonda, Villa Valmarana dei Nani
Vicenza
วันที่ 5
เดินทางออกจากเมือง Vicenza เข้าสู่เมือง Padua (ประมาณ 1 ชั่วโมง) ชมเมือง Padua
Padua
วันที่ 6
ชมเมือง Padua ต่อ (ถ้ามีเวลาพอ เราจะออกไปเมือง Bassano del Grappa เมืองต้นตำหรับเหล้าขาวกลั่นจากองุ่น Grappa)
Padua
วันที่ 7
เดินทางไปเมือง Treviso และชมวิลล่า Villa Barbaro
Padua
วันที่ 8
ออกเดินทางไปเวนิส (ประมาณ 45 นาที)
Padua
วันที่ 9
เยี่ยมชมเมืองเวนิสต่อ ไปเกาะ Murano
Padua
วันที่ 10
ออกเดินทางจากเมือง Padua กลับสู่เมือง Milano
Milano
วันที่ 11
เที่ยวชมเมือง Milano พร้อมจับจ่ายซื้อของเตรียมตัวกลับประเทศไทย
 
โปรแกรมทัวร์ท่องแคว้น Veneto อิตาลี 11 วัน
Concept
คู่ขนานไปกับการท่องเที่ยวการเปิดโลกกว้างต่างแดน เราจะเสริมความรู้แก่ท่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การเมืองอย่างเป็นระบบของแต่และเมืองที่เยี่ยมชม เพื่อลูกทัวร์จะได้เข้าใจเบื้องหลังวัฒนธรรมของเมืองนั้นๆโดยตลอด เช่น เริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายชื่อเมือง ประวัติศาสตร์เมืองว่าตั้งขึ้นมาครั้งแรกเมื่อไร โดยจะเริ่มต้นที่ผังเมืองโรมโบราณก่อน เนื่องจากเมืองใหญ่แทบทุกเมืองในประเทศอิตาลีเป็นเมืองโรมันโบราณมาก่อน แล้วดูการขยายเมืองในยุคต่อๆมา เพราะยุโรปอนุรักษ์โครงสร้างผังเมืองในประวัติศาสตร์ช่วงต่างๆไว้ ทำให้เราสามารถติดตามและศึกษาการพัฒนาของเมือง เริ่มต้นจากเมืองโรมันจนถึงมาเป็นเมืองใหญ่ที่เรียกว่า metropole ในทุกวันนี้ และที่สำคัญคือเราจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของเมืองที่ผ่านมาในยุคต่างๆที่ควบคู่ขนานไปกับการพัฒนาของเมืองด้วย ตลอดจนประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมในยุคต่างๆของเมืองนั้นอาทิเช่น ปฏิมากรรม จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี หรือ ดนตรี ตลอดจนบุคคลสำคัญของเมืองอีกด้วยเช่น เจ้าครอง รัฐบุรุษ กวี และศิลปิน
อันดับต่อไปเราจะเข้ารายละเอียดเรื่องสถานที่สำคัญต่างๆของเมือง โบสถ์ อาคารที่มีความสำคัญต่างๆในทางสถาปัตยกรรม หรือ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ที่แสดงภาพวาดสำคัญไว้ นอกจากนั้นเราจะให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรายละเอียดต่างๆ (Motif) ของอาคารที่เป็นสื่อสัญลักษณ์แสดงออกถึงอำนาจบารมี (representation) การมองและเข้าใจภาพวาดจิตรกรรม ปฎิมากรรมเช่น สไตล์ของงานศิลป์ (romanesque, gothic renaissance เป็นต้น) การจัดองค์ประกอบของภาพ (composition)สัดส่วน (proportion) การใช้สีและแสงเงา ตลอดจนถึงเรื่องราวของงานศิลป์นั้นๆ (เรื่องของเทพต่างๆของกรีกโบราณ, mythology ตลอดจนเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิ้ล และ iconography ของนักบุญต่างๆ) ว่าองค์ประกอบเหล่านี้ว่าต้องการสื่ออะไรกับผู้ชม เราจะรับทราบความงามจากงานศิลป์ (aestheic) เหล่านี้ได้อย่างไรเป็นต้น
Concept ในการท่องเที่ยวใหม่นี้คณะทัวร์นอกจากจะได้รับความผ่อนคลายสบายในการท่องเที่ยวแล้ว ในขณะเดียวกันก็จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆในต่างแดนอีกด้วย และจะได้เห็นยุโรปและอารยะธรรมตะวันตกด้วยมุมมองใหม่ และเป็นการเปิดโลกทัศนะใหม่ให้กับคนไทยด้วย ที่ใหม่อีกของทัวร์นี้คือท่านได้ชมเมืองต่างๆที่ชื่อเสียงมีความสำคัญแต่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากนัก
บทนำ
Veneto เป็นแคว้นอยู่ทางเหนือฝั่งตะวันออกของประเทศอิตาลี มีอาณาเขตรอบข้างติดกับแคว้นลอมบาร์ได (Lombardia), แคว้น เอมิลิอา-โรมานญา (Emilia-Romagna), แคว้น เทรนโต้ (Trentino) และแคว้น ฟริอูลี (Friulli Venezia Giulia) แคว้น Veneto ประกอบไปด้วย 7 หัวเมืองหลัก (Province) ด้วยกัน: Verona, Vicenza, Padova, Rovigo, Venezia (Venice), Treviso และ Belluno และยังผนวกรวมเมืองข้างเคียงเข้าด้วยคือ Friaul และบางส่วนของแค้วน Trento เข้าด้วย ภูมิประเทศของแคว้นเวเนโตนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ติดกับเทือกเขาแอลป์ จนถึงที่ราบชายฝั่งทะเลอ่าวเวนิส

การท่องเที่ยวแคว้นนี้โดยทั่วไปแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆคือ เกาะเมืองเวนิส (Venice) และ เมืองต่างๆบนแผ่นดินใหญ่ มีชื่อเรียกในภาษาอิตาลีว่า Terra ferma (แทรา แฟร์มา)
แคว้น Veneto เป็นที่ตั้งของชุมชนหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์มาช้านานก่อนการเข้าครอบครองของอาณาจักรโรมัน พวกโรมันได้เข้ามาจัดระเบียบการสร้างเมือง และถนนในเวลาต่อมา ถนนสายสำคัญคือ Via Postumia เชื่อมระหว่างเมืองท่า Genua กับเมือง Verona ดินแดน Veneto ถูกจัดเข้าจึงเป็นหนึ่งใน 10 มณฑลของโรมัน (Region) มีชื่อว่า Venetia et Histria คำว่า Venetia แผลงมามาเป็น Veneto ชื่อเรียกปัจจุบันของแคว้นนี้


แผนที่แสดงเส้นทางของถนนโรมัน ถนนบางสายยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แคว้นเวเนโต้เป็นสนามประลองยุทธ์ชิงอำนาจระหว่างอาณาจักรโรมันตะวันออก (Byzantine มีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง Constantinople) และอาณาจักรโรมันตะวันตก (มีศูนย์กลางที่กรุงโรม) ระหว่างไกเซอร์เยอรมันและศาสนาจักร ระหว่างเมืองต่างๆที่ปกครองโดยตระกูลที่มีอิทธิพลเช่นตระกูล Visconti แห่งเมือง Milan, ตระกูล Scala (ภาษาอังกฤษเรียกว่า scaliger) แห่งเมือง Verona, ตระกูล Carrara แห่งเมือง Padua และ เมืองมหาอำนาจทางทะเล Venice และสุดท้ายระหว่างฝรั่งเศสและราชวงศ์ ฮัปส์บวร์ก-ออสเตรีย ด้วยเหตุนี้แคว้นนี้จึงเต็มไปด้วยร่องรอยของอารยะธรรมต่างๆไว้มากมาย ตั้งแต่ Arena ของโรมันอันใหญ่โตที่เมืองเวโรน่า (Verona) หรือสถาปัตยกรรมสไตล์ Classicism ของฝรั่งเศสที่ตึก Ala Napoleonica ตรงข้าม San Marco เวนิส ที่นโปเลียนสั่งให้ลื้อถอนโบสถ์เก่า S. Geminiano ในปี 1807 เพื่อสร้างเป็นจวน (resident) ระหว่างที่มาพำนักอยู่ที่เวนิส ด้วยเหตุผลข้อหนึ่งจากหลายๆข้อเพราะที่ตรงนี้จะเห็นวิว Parnorama อันสวยงามรอบเกาะเวนิส หรือนิทรรศการศิลปะร่วมสมันนานาชาติ Bieniale บนเกาะเวนิส นิทรรศการนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 1895 และเป็นสถาบันสำคัญที่ส่งเสริม สนับสนุน จัดการแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติจนมาถึงปัจจุปัน นิทรรศการนี้จัดการแสดงทุกสองปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้เสด็จมาทอดพระเนตรที่นี่ในปี 1897 ระหว่างประพาสยุโรปครั้งแรก

อาคารตรงข้ามคือ Ala Napolenica (ติดด้วยป้ายประกาศสีแดง) มองจากหน้าโบสถ์ San Marco อาคารฝั่งขวาคือ Procuratie vecchia (อาคารที่ทำราชการเก่า) ฝั่งซ้ายคือ Procuratie nuove (อาคารที่ทำการราชการใหม่)

เมืองต่างๆในแคว้น Veneto มีสถานะภาพเป็น “รัฐอิสระ” ที่เรียกในภาษาตะวันตก republic เจ้าเมือง (Podest?) มาจากการเลือกของพลเมืองนั้น และมีปกครองโดยคณะกรรมการบริหารแบบ commune เช่นเดียวกับเมืองต่างๆในแคว้น Toscana ลักษณะการบริหารนี้สืบทอดมาแต่ครั้งที่ดินแดนนี้ยังอยู่ภายใต้การอำนาจของจักรพรรดิ Theodorich แห่ง Byzantine เจ้าเมืองมีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Dux แปลว่า “ผู้นำ” (ดุกซ์ คำนี้เรียกในภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษว่า Duke หรือ Duches นั่นเอง) คำนี้แผลงออกในสำเนียงของเวนิสว่า Doge (ดอเจ่) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์การเลือก Doge ครั้งแรกในปี 727
ในศตวรรษที่ 12 บนต้นมา เมืองต่างๆบน Terra ferma เริ่มมีการแผ่ขยายอำนาจขึ้น โดยมีศูนย์อำนาจหลักอยู่ที่ เมือง Verona อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูล Scaliger ที่ได้แผ่อำนาจออกไปครองเมืองต่างๆเช่น Vicenza, Treviso, Padua, Feltre และ Belluno และต่อสู้กับศูนย์อำนาจทางตะวันตกคือเมืองมิลานภายใต้ตระกูล Visconti และทางตะวันออกคือ เวนิส

   

สภาพร้านค้าที่มีชีวิตชีวาบนเกาะเวนิสที่ดำเนินตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน
ในขณะนั้นเวนิสยังเป็นมหาอำนาจทางทะเล มีอำนาจผูกขาดค้าเครื่องเทศ อัญมนี ตลอดจนไหม จากทวีปเอเชียทั้งทวีปยุโรป และไม่มีความสนใจหลักในการแผ่อิทธิพลบนผืนแผ่นดินใหญ่ ภายใต้สโลแกนที่ว่า “coltivar il mare, lasciar stare la terra” (มุ่งพัฒนาผืนท้องทะเล ทิ้งผืนแผ่นดินไว้เบื้องหลัง) แต่ในศตวรรษที่ 15 (ในภาษาอิตาเลี่ยนจะเรียกว่า Quarttrocento (ศตวรรษของปี1400 เป็นต้นไป ซึ่งหมายถึงศตวรรษที่ 15 ในความหมายโดยทั่วไป) สถานการณ์โลกได้เปลี่ยนแปลงไป ปี 1453 พวกเติร์กได้เข้ายึดครองเมือง Constantinopole (ซึ่งหมายถึงการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวัน Byzantine) ซึ่งมีผลทำให้เวนิสเสียเมืองขึ้นที่เป็นเมืองท่าสำคัญต่างๆในแถบนี้ไปด้วย ประกอบกับปี 1492 Columbus ค้นพบทวีปอเมริกา 1498 Vasco da Gama ได้พบเส้นเดินเรือใหม่ไปถึงอินเดีย โดยอ้อมแหลม Good Hope อาฟริกา ทำให้เส้นทางและศูนย์กลางค้าเครื่องเทศได้เปลี่ยนไป นั่นก็หมายความว่าการผูกขาดทางค้าในยุโรปของเวนิสและความเป็นมหาอำนาจทางทะเลสิ้นสุดลงด้วย เวนิสจึงได้หันมาแผ่อำนาจบน Terra ferma เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ เส้นทางลำเลียงเสบียงหล่อเลี้ยงเมือง แสนยานุภาพของเวนิสมีขนาดไหนเราสามารถอ่านได้จากเข้าตีครองหัวเมืองหลักทั้งหมดในแคว้น Veneto ดังต่อไปนี้ Rovigo (1359), Vicenza และ Belluno (1404), Verona (1405), Padua (1406), Brescia (1426), Bergamo (1428) สองเมืองหลังนี้อยู่ในแคว้น Lombardia เครื่องหมายแสดงถึงการอยู่ในอาณัติของเวนิสคือ รูปสลักสิงห์โตด้วยหินอ่อนสีขาวยืนอยู่บนเสากลมหินอ่อนตั้งอยู่ใจกลางเมือง สัญลักษณ์สิงโตของ San Marco หรือ Saint Mark ในภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในสี่สาวกพระเยซูที่จารึกเรื่องราชชีวิตของพระเยซูไว้ ที่เรียกว่า 4 Evangelist: Saint Matthew, Saint Luke, Saint John the Evangelist และ Saint Mark เรื่องราวนี้เรียกว่า New Testament เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิ้ล คู่กับ Old Testatment ว่าด้วยการสร้างโลกของพระเจ้า
   

สองเสา (St. Theodor เหยียบจระเข้ถือหอกและหอก และ St. Mark) นี้เทียบได้กับเสาหลักเมืองและประตูเมืองของเวนิส ที่ตรงนี้เป็นแดนประหารผู้ทรยศต่อเมืองด้วย โดยเฉพาะสิงโตม้าร์โคติดปีกนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ที่เราพบได้ในทุกเมืองบริวารของเวนิส อาคารทางขวาคือ Palazzo Ducale อาคารด้ายซ้ายคือห้องสมุด Biblioteca Marciana ข้างหลังคือหอระฆัง campanile
การเข้ายึดครองบนผืนแผ่นดินใหญ่นี้ และความมั่งคั่งทางธุระกิจทำให้เกิดประเพณีใหม่ของเหล่าตระกูลใหญ่ๆ พ่อค้าของเวนิส (และตลอดจนตระกูลใหญ่ๆบน Terra ferma ด้วย) คือการสร้าง Villa ในชนบทที่ห่างไกลจากตัวเมืองออกไป เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนตากอากาศในฤดูร้อน หนีความแออัดบนเกาะและในเมือง จากการสำรวจพบว่าในแคว้นนี้มีวิลล่ากระจัดกระจายทั่งไป นับขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานได้ทั้งหมดประมาณ 3000 วิลล่า วิลล่ามีความสำคัญอย่างมากในทางสถาปัตยกรรมเพราะไม่เพียงแต่ใช้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันตัวอาคารยังเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่ง ฐานะและบารมีเจ้าของไปในตัวด้วย (representation) สถาปนิกที่สำคัญในยุคนี้คือ Andrea Palladio (อัน-เดร-อา พาล-ลา-ดิ-โอ 1508-1580) เป็นทั้งฮูมานิสและนักทฤษฎีสถาปัตยกรรมที่สำคัญมากคนหนึ่งสมัยเรเนซองส์ โดยนำสถาปัตยกรรมของกรีกและโรมัน โดยเฉพาะสัดส่วนของเสียงทางดนตรีกลับมาใช้ใหม่
วิลล่าตามคติของโรมันเดิมเป็นที่พักอาศัยที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ตั้งอยู่โดดๆไม่ติดกับชุมชน อาจจะอยู่เป็นเขา หรือในชนบท วิลล่าในเรเนซองส์ของ Palladio เน้นในความเรียบง่าย แต่งดงามด้วยสัดส่วน ภายในอาคารจะมีภาพวาดงานศิลป์ของจิตกรที่มีชื่อเสียงเช่น Veronese หรือ Tiepolo เป็นต้น ในทางทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมจึงมีคำคมเปรียบว่า งานสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามทางสัดส่วนเปรียบได้กับบทประพันธ์ทางดนตรีที่ไพเราะ เมื่อเข้าไปอยู่แล้วจะรู้สึกสบายอกสบายใจ สถาปัตยกรรมของ Palladio มีอิทธิพลอย่างมากในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เช่นตึกรัฐสภาไวท์เฮ้าส์ เป็นต้น
   

วิลล่าโรโทนด้า (Villa Rotonda) ที่เมือง Vicenza โดย Andra Palladio
Villa จึงเป็นจุดที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยวตลอดจนนักศึกษาสถาปัตยกรรมในแคว้นนี้ ระหว่างปิดเทอมหน้าร้อนเราจะพบคณะนักศึกษาสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยต่างๆของยุโรปนั่งรถท่องตามชนบทรอบๆเมือง Vicenza, Veroa และ Padua เพื่อทำการศึกษา Villa ต่างๆ ซึ่งบางแห่งเปิดให้ชม (บางแห่งชมได้เฉพาะหน้ารั้วเท่านั้น)
Republic Venice (หรือที่ชาวเวเนเทียนเรียกรัฐของตัวเอง Serenissima เมืองสุดยอดแห่งอำนาจ ความมั่งคั่งและความผาสุก) และแคว้น Veneto หมดอำนาจลงในปี 1797 หลังจากที่กองทัพนโปเลียนได้ยกทัพเข้ามายึดทางเหนืออิตาลี ข้อตกลงภายหลังการประชุมที่กรุงเวียนา (Vienna Congress 1815) แคว้นทางเหนือของอิตาลีทั้งหมด ได้ตกเป็นของราชวงศ์ ฮัปบวร์ก-ออสเตรีย โดยเรียกเป็น มณฑล Regno Italico ปี 1866 แคว้นเวเนโต้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอิตาลี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปี 1947 แคว้น Veneto (Region Veneto) ได้ถูกตั้งขึ้นใหม่โดยมีเมืองหลวงคือ Venice
แคว้นเวเนโต้ เป็นดินแดนผลิตไวน์แดงที่มีชื่อเสียงของอิตาลี Bardolino เป็นชื่อของเมืองเวโรน่า
โปรแกรมท่องแค้วนเวเนโต้ 11 วันนี้เราจะเริ่มต้นที่เมืองบริวารต่างๆก่อนคือ Verona, Vicenza, Treviso และ Padua แล้วไปจบที่เมืองแม่คือเวนิสในที่สุด โปรแกรมนี้จึงเป็นการตรงข้ามกับแคว้น Toscana ที่เริ่มจากเมืองแม่ Florence ก่อนแล้วเดินทางไปยังเมืองบริวารต่างๆรอบด้าน ผลที่สุดแล้วเราจะเห็นว่าการแผ่อำนาจจากเมือง
 
Verona
เมื่อเอ่ยตำนานรักอมตะของโรเมโอและจูเลียต ที่เช็คสเปียร์นำมาแต่งเป็นนิยายเศร้า (tragedy) ทุกคนต้องนึกถึงเมืองเวโรน่า ปัจจุบันบ้านของโรเมโอและจูเลียตยังเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้ที่หัวบันไดบ้านไม่เคยแห้ง เมือง Verona นี้ยังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คอดนตรีคลาสสิคและออเปร่า หน้าร้อนของทุกปีที่นี่จะมีเทศกาลการแสดงออเปร่าที่ Arena di Verona (Arena แห่งเมือง Verona) Arena เป็นสนามประลองยุทธ์ของ Gradiator โรมัน เปรียบได้กับ “โคลีเซียม” แห่งเมือง Verona นอกจากนี้ Verona ยังเป็นบ้านเกิดของบุคคลสำคัญของโรมันเช่นกวี Catull, Pilinius (ผู้เป็นพ่อ) หรือนักกฎหมายโรมันที่สำคัญเช่น Aemilius หรือนักทฤษฎีสำคัญ Vitruv เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อเรเนซองส์อย่างมาก ตลอดจน Cornelius Nepos ผู้จารึกประวัติศาสตร์โรมันที่สำคัญ เป็นต้น
ในปัจจุบันนี้เมืองเวโรน่ายังเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านสู่แคว้นเวเนโต้เช่นครั้งแต่โบราณกาล เมือง Verona มีความสำคัญทางยุทธ์ศาสตร์ของพวกโรมัน พวกโรมันตั้งเมืองนี้ขึ้นเป็นเมืองหน้าด่านเพื่อป้องกันการรุกรานจากเผ่าชนจากทางเหนือ ด้วยเหตุนี้เมือง Verona จึงมีโครงสร้างเหมือนเมืองโรมันทั่วไปที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเช่นโรม ปารีส โคโลญ์ หรือ ลอนดอน เป็นต้น Verona อยู่ในอ้อมกอดของแม่น้ำ Adige ผังเมืองโรมันนี้ยังอยู่ที่ใจกลางเมืองปัจจุบันไม่เปลี่ยนแปลง เมืองเวโรน่าตั้งอยู่ที่ทางสามแพร่งระหว่างถนนยุทธ์ศาสตร์ Via Claudia Augusta ที่ตัดมาจากทางใต้จาก เมืองโบโลญ่า (Bologna) ตัดกับถนนสายหลัก Via Postumia ที่เชื่อมระหว่างชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกอิตาลี (ดูแผนที่ถนนโรมันในบทนำ) ด้วยเหตุนี้จึงเมืองนี้จึงมีร่องรอยของอารยะธรรมของโรมันมากมายเช่นกำแพงเมืองและประตูเมืองโรมัน หรือสะพานโรมันข้ามแม่น้ำ Ponte Pietra ยังเหลือซากคอสะพานให้เห็น ส่วนอีกสะพาน Pons Postumius ถึงทำลายในศตวรรษที่ 10

เมืองเวโรน่ามองจากเนิน Castello S. Pietroประตูเมืองโรมัน Porta leoni
ประวัติศาสตร์ของเมืองเวโรน่าเหมือนดั่งทุกเมืองในอิตาลีทางตอนเหนือ เป็นสนามรบระหว่างจักรพรรดิโรมตะวันออกแห่ง Byzantine และจักรพรรดิโรมตะวันตกแห่งกรุงโรม ระหว่างไกเซอร์เยอรมันและศาสนาจักแห่งวาติกัน ระหว่างเมืองมหาอำนาจใกล้เคียงเช่น Milan ภายใต้การนำของตระกูล Visconti และVenice ระหว่างนโปเลียนแห่งฝรั่งเศสและราชวงศ์ฮัปส์บวร์ก-ออสเตรีย
เมืองเวโรน่า เจริญสูงสุดในศตวรรษที่ 14 ภายใต้การนำของตระกูล สกาลิเก้อ (Scaliger เป็นชื่อเรียกตระกูล ชื่อจริงคือ Scala แปลว่าบันได หรือ della Scala ในภาษาอิตาเลี่ยน แปลตามไทยได้ว่า “ณ บันได”) เราจะเห็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลเป็นบันได(ลิง) ตามสถานที่สำคัญต่างๆในเมืองนี้ ด้วยเหตุที่ตระกูลนี้มีนโยบายเป็นพันธ์มิตรกับมหาอำนาจต่างๆเช่น ไกเซอร์เยอรมัน เมืองเวนิส เมืองมิลานและศาสนาจักร ทำให้ช่วง 100 ปีนี้เบ่งบานไปด้วยการค้าและศิลปะ ผู้นำตระกูลสกาล่าที่สำคัญในยุคนี้คือ Cangrande ซึ่งได้ขยายแสนยานุภาพออกไปครอบครองเมืองรอบข้างเช่น Vicenza (วิเชนซ่า), Padua (พาดัว), Belluno (เบลลูโน) และ Treviso (เทรวิโซ) จนเป็นเมืองที่มีอำนาจมากที่สุดบน Terra ferma

แผนที่เมืองเวโรน่า

สะพานที่เห็นคือ Ponte Pietra สะพานโรมัน
ศตวรรษที่ 15 Verona เสื่อมอำนาจลงและตกอยู่ใต้อาณัติของตระกูล Visconti แห่งเมือง Milan ในปี 1404 และในที่สุดเป็นเมืองบริวารของเวนิส ในปีถัดมาเป็นเวลาถึง 400 ปี ช่วงนี้เป็นปีที่สงบจากความวุ่นวายแย่งชิงอำนาจระหว่างตระกูลในเมือง และสงครามรุกรานจากภายนอก
กองทัพนโปเลียนได้เข้าบุกเข้าครองเมืองในปี 1796 ในปี 1801 Verona ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนภายใต้อานัติของฝรั่งเศสและฮัปส์บวร์ก-ออสเตรีย และในที่สุดตกอยู่ภายใต้การปกครองของฮัปส์บวร์ก-ออสเตรียในที่สุดปี 1814 1866 Verona ได้เข้าอยู่ราชอาณาจักรอิตาลี
ปัจจุบัน Verona เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นเวเนโต้ ที่มีร่องรอยอารยะธรรมยุคต่างๆตั้งแต่ยุคโรมัน เช่นประตูเมืองโรมัน หรือ Arena, ศิลปะยุค romanesque ในสมัยกลางเช่น โบสถ์ San Zeno หรือ โบสถ์ San Lorenzo หรือศิลปะสมัยโกธิค เช่นที่โบสถ์ Sant’ Anastasia หรือโบสถ์ San Fermo ตลอดจนถึงศิลปะสมัยเรเนซองส์เช่น Loggia dei Singori เป็นต้น
การเที่ยวชมเมืองนี้ควรให้เวลาประมาณหนึ่งวัน ก่อนเข้าชมในตัวเมืองควรขึ้นไปบนเนินเขาที่ Castello San Pietro อยู่ฝากแม่น้ำตรงข้ามเพื่อจะได้เห็นพาโนรามาของเมืองโดยรอบก่อน
   

ข้ามฝั่งจากตัวเมืองขึ้นไปเนินเขาบนป้อม Castello San Pietro
จากนั้นเริ่มที่ใจกลางเมืองที่ลาน Piazza delle Erbe (พิอัซซ่า เดลเล แอร์เบ) แปลว่า “ลานตลาดนัดเครื่องเทศ” เป็นลานตลาดนัดที่มีชีวิตชีวามากที่ไม่ต่างจากตลาดคลองเตยหรือตลาดจตุจักรบ้านเรา ลานตลาดนัดนี้มีความงามขึ้นชื่อมากของอิตาลี เป็นลานที่มีขนาดใหญ่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ล้อมรอบไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์จากหลายยุคหลายสมัย ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุกว่า 800 ปี ลานตลาดนัดแห่งนี้เป็นที่ชุมนุมจุดนัดพบปะสังสรรค์ของคนในเมืองมาตั้งแต่สมัยโรมันที่เรียกว่า ฟอร์รุม (Forum) เช่น Forum Romanum (ฟอรุม โรมานุม) ที่กรุงโรม ณ ที่นี่จึงถือได้ว่าเป็นใจกลางเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ลานตลาดนัดนี้มีน้ำพุ Madona Verona (น้ำพุแห่งเทพธิดาเวโรน่า) ลำตัว (torso) เทพธิดาแกะสลักจากหินอ่อนนี้ขุดพบได้จากลานแห่งนี้ เป็นศิลปะสมัยโรมันที่มีความงามมาก โดยเฉพาะท่ายืนและการสลักของริ้วรอยของอาภรณ์ที่ห่มตัว ส่วนหัวและมือได้ต่อเสริมเติมขึ้นภายหลัง อ่างน้ำกลมขนาดใหญ่ที่ลองน้ำพุก็เป็นของแท้สมัยโรมันที่ขุดพบได้ที่ลานแห่งนี้เช่นกัน
   

น้ำพุ Madona Verona ด้านหลังจะเห็นเสาหินอ่อนสิงโตมาร์โคแห่งเมืองเวนิส
น้ำพุนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1368 โดยเจ้าเมือง Cansignorio della Scala (คานซินญอริโอ เดลลา สกาล่า) น้ำพุนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนี้ด้วย นอกจากนี้มีเสาหินออ่นกลมขนาดใหญ่ บนเสามีสิงโตมาร์โกแห่งเวนิสตั้งตระหง่านอยู่ สัญลักษณ์นี้แสดงถึงอาณานิคมของเวนิส เสานี้ตั้งในปี 1523 ปี 1797 พวกฝรั่งเศสได้เข้ามาต่อยทำลายทิ้ง ชาวเมืองเวโรน่าได้ตั้งขึ้นใหม่ในปี 1883 ที่หัวมุมต่อกับถนน Via Pellicciai เป็นที่ตั้งอาคารสมาคมหอการค้า Casa dei Mercanti ที่เก่าแก่มากตั้งขึ้นในปี 1303 ถือได้ว่าเป็นอาคารแรกๆของเมืองนี้ และที่เก่ามากอีกเช่นกันคือหอสูงตระหง่าน Torre del Gardello มีนาฬิกาสาธารณะแรกของเมืองขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ ติดตั้งโดยเจ้าเมือง Cansignorio della Scala ในปี 1370
   

ภาพถ่ายจากอากาศ ลานตลาดนัดเครื่องเทศ
ถ้าเดินออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของลานตลาดนี้จะเห็นอาคาร Mazzanti เป็นอาคารเก่าเช่นกัน อาคารนี้มีความสำคัญคือเป็นบ้านของตระกูล Scaliger มาก่อน ภายหลังได้ตกเป็นของตระกูล Mazzanti ชั้นบนของอาคารนี้ใช้เป็นที่เก็บผลิตผลทางการเกษตรใช้ในยามขาดแคลน
ไม่ไกลจากลาน Piazza delle Erbe ที่ถนน Via Cappello 27 เราก็จะพบบ้านของจูเลียต Casa di Guilietta, 2 เป็นบ้านในสไตล์โกธิคศตวรรษที่ 14 ตามตำนานเป็นบ้านของพ่อแม่จูเลียตแห่งตระกูล Capuletti สันนิษฐานว่า ใต้ Balcon นี้ โรเมโอได้มาเฝ้ารอจูเลียตในยามค่ำคืน แต่หลักฐานในบ้านบอกว่าเป็นบ้านของตระกูล Capello จะจริงหรือเท็จอย่างไร บ้านนี้ก็เป็นตำนานอมตะไปแล้ว ส่วนบ้านของโรเมโออยู่ที่ถนน Via Arche Scaligere 2-4
   

บ้านจูเลียตต้าที่เมืองเวโรน่า
ลานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของตลาดจะเป็นศูนย์รวมที่ทำการราชการบริหารเมืองอยู่บนลาน Piazza dei Signori อาคารหลักคือ Palazzo del Comune หรือ Palazzo della Ragione อาคารนี้ก่อสร้างในปี 1193 และถือได้ว่าเป็นอาคารราชการที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลี อาคารที่ติดกันคือที่ตั้งของศาล Palazzo dei Tribunal สร้างในปี 1365 อาคารต่อเชื่อมกับ Palazzo del Governo ปัจจุบันเป็นที่ทำการราชการ เดิมเป็นอาคารของตระกูลสกาล่า Loggia del Consiglio สร้างในปี 1476-93 เป็นอาคารสถาปัตยกรรมเรเนเซองส์ตอนต้น
   

ลาน Piazza dei Signori ที่ตั้งศาลากลางเมืองและที่อาคารที่ทำการราชการต่างๆ
ไม่ใกลจากที่ทำการราชการนี้เราจะพบกับโบสถ์ที่สำคัญคือ Santa Maria Antica เป็นโบสถ์ในสมัย romanesque เริ่มสร้างในปี 1185 และเป็นโบสถ์ของตระกูลสกาล่า และที่เก็บอัฐิของตระกูลด้วย โบสถ์นี้มีความสำคัญมากคืออนุสาวรีย์ของ Cangrande (มรณะปี 1329) นั่งบนหลังม้า อนุสาวรีย์นี้ไม่มีความสำคัญแต่เฉพาะ Cangrande ท่านนี้เป็นเจ้าเมืองที่เป็นที่รักใคร่ของลูกเมือง งานศิลป์ของอนุสาวรีย์นี้ถือได้ว่าชั้นยอด แต่ที่เหนือกว่าอื่นใดคือ ถือเป็นอนุสาวรีย์ขี่ม้าแรกสุดในโลกตะวันตก และเป็นแม่แบบกับอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญในยุคต่อๆมา เรานึกถึงอนุสาวรีย์ทรงม้าของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี
   

อนุสาวรีย์ของ Cangrande della Scala ตัวจริงตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Castelvecchio
สิ่งที่น่าสนใจของอนุสาวรีย์นี้คือ เราจะเห็น Cangrande della Scala สองที่คือ นั่งบนหลังม้าที่ยืนอยู่วางโลงศพของตังเอง เป็นการสื่อความหมายการสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของผู้จากไป ในขณะเดียวกันเราจะเห็น Cangrande della Scala นอนสงบเพื่อรอพื้นคืนชีพเมื่อวันตัดสินครั้งสุดท้ายมาถึง (last adjustment) อนุสาวรีย์ขี่หลังม้านี้เป็นของเทียมทำขึ้นใหม่ ตัวของแท้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมือง Castelvecchio
ด้านข้างโบสถ์ก็จะเป็นลานเก็บศพของตระกูลสกาล่าทั้งหมด ลานนี้ถูกล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กที่ตีด้วยมือ โดยมีตราประจำตระกูลเป็นรูปบันไดลิงเป็นระยะๆไป และที่นี้เราก็จะเห็นอนุสาวรีย์ขี่ม้าอีก อนุสาวรีย์ที่ใหญ่และโอ่อ่ามากเป็นของ Cansignorio (มรณะ 1375)
   

อาณาบริเวณสุสานของตระกูล Scaliger
Sant’Anastasia ตั้งอยู่ทางเหนือของโบสถ์ Santa Maria Antica อยู่ที่ลาน Piazza Antastasia เป็นโบสถ์ของคณะสงฆ์นิกายโดมินิค สร้างในปี 1290 การก่อสร้างเสริมได้หยุดชะงักไปประมาณหนึ่งร้อยปี (1323-1420) และแล้วเสร็จในปี 1481 เนื่องจากโบสถ์นี้มีระยะเวลาการก่อสร้างที่นานมากจึงมีการดัดแปลงผังนำสไตล์ใหม่ๆเข้ามาเสริม เช่น โรมาเนสค์ โกธิค ซิสเตอร์เสียน เป็นต้น จึงมีความสำคัญทางสถาปัตยกรรมให้ศึกษา Motif ต่างๆเหล่านี้ และที่น่าสนใจในโบสถ์นี้คือ fresco ของจิตรกรที่สำคัญตามแท่นบูชาของตระกูลต่างๆเช่น เรื่องราวของ Saint Georges ของ Pisanello (ประมาณปี 1430-35) ที่แสดงให้เห็นมุมภาพประจันหน้าของภาพเป็น perspective ย่อส่วน สำหรับตระกูล Giusti (Cappella Guisti)
จากโบสถ์ Sant’Anastasia ถ้าเดินเลี่ยวขวาไปตามถนน Via Duomo เป็นถนนเชื่อมระหว่างลาน Piazza Anastasia กับ ลาน Piazza del Duomo หรือ โดมประจำเมือง Dom Santa Maria Matricolare แต่ถ้าเดินตรงตามถนนใหญ่ Corso S. Anastasia Corso และต่อเชื่อมไปยัง Corso Porta Borsari ก็จะพบประตูเมืองโรมัน Porta Borsari ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ตรงนี้คือประตูเข้าเมืองโรมันโบราณ และถนน Corso Porta Borsari ก็คือถนนสายหลักเข้าเมือง
   

ประตูเมืองโรมัน Porta dei Borsari
เมื่อรอดประตูเมืองออกไปก็จะเป็นถนนหลัก Corso Cavour ตรงไปเรื่อยๆทางขวามือก็จะพบ Castelvecchio เป็นประสาทและป้อมปราการที่แข็งแกร่งใหญ่โตน่าเกรงขาม Cangrande II สร้างไว้ในปี 1354 เนื่องจากรู้ว่าไม่เป็นที่รักใคร่ของชนทั่วไป เพื่อป้องกันการโจมตีหรือลอบสังหารจากศัตรู ชั้นนอกล้อมรอบด้วยกำแพงพะเนียดกันการโจมตีจากภายนอกโดยมีคูน้ำล้อมรอบ ภายในประสาทนี้เสริมความปลอดภัยไว้อย่างแน่หนามาก ส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยนั้นถูกกันไว้เป็นชั้นๆ ทั้งตัวประสาทยังมีทางหนีเป็นสะพานข้ามแม่น้ำออกนอกเมือง (Ponte Scaligero) ประสาทนี้เป็นสถานที่ราชการและที่พักของผู้ครอบครองเมืองในเวลาต่อมาเช่น ตระกูล Visconti แห่งเมืองลาน รัฐเวนิส และฮัปส์บวร์ก-ออกเตรีย ปัจจุบันนี้ประสาทนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่น่าสนใจก็คือการแสดงศิลปะโรมันที่ขุดพบได้ในเมืองนี้ และภาพวาดโดยฝีมือช่างแห่งสำนักเวโรน่า และอนุสาวรีย์ขี่หลังม้าของ Cangrande della Scale เดิมอยู่ที่โบสถ์ St. Maria Antica
   

ปราสาทเก่า Castelvecchio
เมื่อเดินออกจากปราสาทแห่งนี้มาตามถนน Via Roma ก็จะพบกับลานขนาดใหญ่ Piazza Bra เราก็จะตลึงกับ Arena Amphitheater อันใหญ่โตมหึมาอยู่ข้างหน้า Arena นี้มีความใหญ่โตเป็นอันดับที่สามรองจาก Coloseum ที่กรุงโรม (188 เมตร) Amphitheater ที่เมือง Capua ที่เมือง Neaple (167 เมตร) Arena Verona (152 เมตร) สร้างในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 1 สร้างไว้แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ในเวลาต่อมาชำรุดทรุดโทรมลง โดยเฉพาะจากแผ่นดินไหวสองครั้ง 1117 และ 1183 ต่อมาชาวเมืองได้นำหินไปใช้ก่อสร้างบ้านและสะพาน ในปี 1569 รัฐบาลเวนิสได้ซ่อมสร้างไว้ ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่าน Arena แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ต่างๆเช่นเป็นแดนประหารคู่อริทางการเมือง เป็นเวทีแสดงละครอิตาเลี่ยนที่เรียกว่า Commedia dell’Arte และสุดท้ายในปี 1913 ใช้เป็นเวทีการแสดงอุปรากลางแจ้งในเทศกาลอุปรากรฤดูร้อนทุกปีมาถึงปัจจุบัน
   

Arena Verona สีแดงและสีขาวคือเก้าอี้สำหรับผู้ชมการแสดงออเปร่า
ถ้ายังมีเวลาอาจจับรถออกไปนอกเมืองดูโบสถ์ San Zeno Maggiore ถือเป็นโบสถ์คู่เมือง สร้างเป็นอนุสรให้กับนักบุญ Zeno ที่ได้เสียชีวิตที่นี่ (ประมาณปี 372-380) และถือเป็น “เทพคุ้มเมือง” (Patron) ของเมือง Verona ด้วย ที่น่าสนใจมากคือประตูทางเข้าโบสถ์ทองสำริดแบ่งเป็น 84 ช่องสี่เหลี่ยม แต่ละช่องแสดงเรื่องราวต่างๆในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ศิลปะภาพหล่อรอยนูนสูงนี้เก่ามากมีอิทธิพลของ byzantine อยู่มาก
 
Vicenza
เมือง Vincenza เป็นเมืองที่เล็ก สงบ และน่ารักมาก เช่นเมือง Padua แต่ต่างกันที่พาดัวนั้นเด่นในงานจิตรกรรมฝาผนัง fresco แต่เมืองวิเชนซ่าเด่นในเรื่องสถาปัตยกรรมเรเนซองส์โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมของ Andrea Palladio จนสามารถเรียกได้ว่า Palladio เป็นผู้ออกแบบสร้างเมืองนี้ ความสำคัญของ Palladio ไม่ได้เป็นเพียงสถาปนิกและนักทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมเท่านั้นแต่ถือเป็นฮูมานิสท์ที่สำคัญ ที่เข้าใจทฤษฎีความงามในอุดมคิตของกรีกและโรมัน โดยเฉพาะในบริบทความงามในอุดมคติของปิธากอรัสว่ามาจากสัดส่วนของเสียงเสียงดนตรี และการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและดนตรี ด้วยเหตุนี้ Palladio จึงได้รับเลือกให้สร้างวางแผนเมืองใหม่ ตึกใหญ่ๆทุกหัวมุมถนน ทุกมุมเมือง และอาคารที่ทำการเมือง (Basilica) เป็นงานสร้างสรรค์ของสถาปนิกท่านนี้เกือบทั้งนั้น จนมีชื่อเรียกว่า Citt? del Palladio เมืองของ Palladio แต่ชาวเมืองชอบเรียกว่า Citt? d’oro เมืองแห่งทองมากกว่า เพราะเมืองนี้เป็นศูนย์กลางอัญมณี เครื่องประดับ และเครื่องทองที่สำคัญของอิตาลีมาแต่โบราณ

Palazzo Thiene (ธิเอเน) ในเมืองวิเชนซ่า ที่แสดงถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมเมืองเวนิส
Vincenza เป็นเมืองโรมันมาก่อนที่เรายังเห็นโครงสร้างผังเมืองนี้อยู่ที่ถนนสายหลักตัดกลางเมือง Corso Palladio ในยุคกลางเมืองนี้ตกอยู่ใต้การปกครองของบิสชอฟ ในปี 1115 พลเมืองได้รับสิทธิ์ให้เลือกคณะกรรมการปกครองได้เอง ด้วยเหตุที่เมืองนี้เป็นเมืองเล็กและมีนโยบายทางการเมืองอันชาญฉลาดที่คล้อยไปตามมหาอำนาจรอบค้าง ทำให้วิเชนซ่าไม่รับความเสียหายจากภัยสงครามมากนัก หลังจากนั้นเมืองนี้ได้ตกอยู่ใต้อำนาจต่างๆตลอดมา ตระกูล Ezzelino (1236-59), ตระกูล Carrarese แห่งเมือง Padua (1266-1311), ตระกูล Scala แห่งเมือง Verona (1311-87), ตระกูล Visconti แห่งเมือง Miland (1387-1404) และในที่สุดเป็นของ Venice 1404 จนถึงปี 1797 ดังเช่นเมืองอื่นๆในแถบนี้
Vicenza ไม่เพียงแต่มีความมั่งคั่งด้วยเท่านั้น แต่มีนโยบายวัฒนธรรมเลียนแบบตามเมืองแม่(เวนิส)ไปด้วย เราจะเห็นได้ว่าอาคารเก่าๆในเมืองนี้สร้างตามอย่าง Palazzo ต่างริมน้ำใน Grand Canal ในเวนิส นี้เป็นประเด็นที่สำคัญของความแตกต่างของการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมระหว่างอิตาลีทางตอนบนและตอนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเรเนซองส์ในขณะที่เมืองฟลอเรนซ์ในแคว้น Toscana กลับไปหาอารยะธรรมกรีก ในขณะที่เมืองบน Terra ferma ยังยึดติดกับเมืองแม่อยู่
   

ภาพเมือง Vicenza หลังคาสีเขียวขนาดใหญ่คือ Basilica ของ Palladio
โปรแกรมการเที่ยวชมเมืองนี้จะชมอาคารสถาปัตยกรรมเรเนซองซ์สไตล์ต่างๆของ Andra Palladio, Vicenzo Scamozzi หรือ Giulio Romano เป็นต้น โดยทั่วไปเราจะเริ่มเดินจากถนนสายหลักเข้าสู่เมือง สายนี้เป็นถนนโรมันโบราณ ถือเป็นถนนหลักเมือง โดยปกติแล้วจะเรียกว่า ถนนโรมัน Via Roma เพื่อเป็นการให้เกียรติกับสถาปนิกชาวเมืองจึงเรียกว่า Corso Andrea Palladio เริ่มต้นที่หัวถนนจะเป็นลาน Piazza Matteotti (มัท-เท-ออท-ตี้) เป็นที่จอดรถขนาดย่อม ตรงนี้เราจะพบอาคาร Palazzo Chiericati (1 เลขอาหรับที่แสดงนี้ แสดงถึงตำแหน่งที่ตั้งบนแผนที่เมืองข้างล่าง) และเป็นที่แน่นอนว่าออกแบบสร้างโดย Palladio ตามแบบฉบับวิลล่าของโรมัน ที่เรายังพบเห็นได้ที่เมืองปอมเปอี เมืองเนเปิ้บ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ Museo Civico
   

Palazzo Chiericati (Museo Civico)
ตรงข้ามเป็นโรงแสดงคอนเสิร์ตที่มีชื่อเสียงมาก Teatro Olypico (2) Palladio ออกแบบสร้างตามอย่างโรมัน ที่ตัวสถาปนิกไปศึกษาที่กรุงโรมและเวโรนา ภายนอกอาคารไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นโรงมโหรสพเหมือนเช่นโรงละครหรือโรงแสงดคอนเสิร์ตสมัยใหม่ทั่วไป ภายในโรงนั้นจัดที่นั่งเรียงชันขึ้นไปตามแม่แบบโรมันหรือกรีก แต่รูปที่นั่งนี้เป็นรูปวงรีแทนที่จะเป็นแนวครึ่งวงกลม ฉากบนเวทีทำเป็นฉากถาวรเหมือนโรมันเช่นกัน โดยมีช่องประตูถึงเจ็ดช่องด้วยกัน โดยในแต่ละช่องจะแสดงมิติลึกให้เหมือนจริง เมื่อมองจากที่นั่งผู้ชมเหมือนเป็นสถานที่จริง ฉากนี้ทำขึ้นเพื่อการแสดงละครกรีกเปิดรอบปฐมทัศน์เปิดโรง (1585) Oedipus Rex ของ Sophokles ช่องเจ็ดบนเวทีเปรียบเสมือน 7 ประตูเมือง Theben เมืองนี้เป็นเมืองของ Oedipus
ระหว่างทาง Corso Andrea Palladio เราก็จะพบอาคารเรเนซองซ์สำคัญมากมายเช่นที่บ้านเลข 163 Palazzetto Cogollo-Baroni, 147 Palazzo Da Schio, 98 Plazzo Trissino และ 67-71 Palazzo Braschi-Brunello เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอาคารที่สำคัญอยู่ที่ถนน Contr? S. Corona เช่น Palazzo Valmarana Negri, Palazzo Leoni Montanari, Palazzo Thiene, Palazzo Negri De Salvi

แผนที่เมือง ลำดับเลขอาหรับคือสถานที่ๆควรชม

สภาพในเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์มากมาย
จากนั้นเราจะเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ลาน Piazza dei Signori ศูนย์รวมที่ทำการราชการ อาคารที่ประจันหน้าเราขนาดใหญ่โตมหึมานั้นหลังคาสีเขียวคือ Basilica ตามที่ Palladio ตั้งชื่อไว้ Palladio สร้างล้อมคอกอาคารที่ทำการราชการเดิมไว้ Palazzo della Ragione ทำให้ดูใหญ่โตเกินตัวสำหรับเมืองเล็กๆเช่นนี้ นับเป็นความสำเร็จของสถาปนิก ที่นำ motif ของโรมันสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่กลับมาใช้ รอบๆ Basilica นี้เป็นลานตลาดนัดเหมือนเช่นที่เมืองเวโรน่า เป็นตลาดทุกวันพฤหัส และเหมือนที่เมืองเวโรน่าเช่นกันคือ เสาหินอ่อนกลมที่มีสิงโตมาร์โคยืนอยู่ แสดงแสนยานุภาพของเมืองเวนิส หอสูงใหญ่ติดนาฬิกา Torre di Piazza สร้างในปี 1226 สิ่งที่น่าสนใจอีกจุดคืออาคารตรงข้ามกับ Basilica เป็นโรงจำนำเก่าในศตวรรษที่ 15 Monte di Piet? ข้างๆมีโบสถ์ Santa Maria dei Servi (6)
   

Basilica ออกแบบสร้างโดย Palladio

ข้างๆ Basilica มีอาคารขนาดใหญ่ Loggia del Capitaniato (8) ใช้เป็นอาคารในการรับแขกเมือง ลอจเจียนี้สร้างในปี 1570 แต่สร้างไม่เสร็จ ที่น่าสนใจคือเสากลมโครินท์ขนาดใหญ่สี่ต้นจากแปลนเดิมเจ็ดต้น ความใหญ่ของเสานี้ไม่รับกับสัดส่วนขนาดของอาคาร ซึ่งขัดกับความงามในอุดมคติของกรีก แต่ความไม่สมส่วนนี้ให้ความหมายสัญลักษณ์ของอำนาจ ซึ่งเรียกได้ว่า Palladio ได้ก้าวไกลออกไปจากกฎหลักการของเรเนซองซ์แล้ว

   

Loggia del Capitaniato
ถ้ายังมีเวลาควรให้เวลากับการเดินชมเมือง และจะพบอาคารโกธิคเก่าๆมีค่าแก่การชมยิ่ง เช่น Casa Pigafetta (15) สร้างในปี 1444 ที่น่าสนใจคือหน้าอาคารมีคำคมในภาษาฝรั่งเศสว่า ?Il n’est rose sans ?pine” ไม่มีกุหลาบที่ไร้หนาม หรือขึ้นเนินเขา Monte Berico เพื่อชมภาพวาดของ Veronese บนเนินเขานี้เป็นชมวิวเมืองด้วย

Vicenza มองจากเนินเขา Monte Berico เทือกเขาที่เห็นอยู่ข้างหลังเป็นเทือกเขาต่อจากเทือกเขาแอล์ปสวิส
ที่บนเนินเรายังเห็น Villa Rotonda ของ Palladio อีกด้วย

วิลล่า Rotonda มองจากทางเข้าด้านหน้า
วิลล่า Rotonda และวิลล่า Valmarana อยู่นอกเมืองไม่ไกลนัก โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเป็นรายการที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะที่ วิลล่า Valmarana เราจะได้ชม fresco อันงดงามของ Tiepolo ทั้งองค์ประกอบของภาพและการใช้สีเข้ากับบรรยากาศของวิลล่า ที่เป็นไปตามความคิดของปราชญ์เพลโต ปรัชญาที่เพิ่งค้นพบใหม่ในเรเนซองซ์
 
Padua
เมือง Padua หรือที่เรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า Padova เมืองนี้มักจะถูกนักท่องเที่ยวมองข้ามความสำคัญไปเป็นเพียงทางผ่านก่อนเดินทางต่อไปยังเวนิส (ประมาณ 30 นาที) เพื่อแวะชมงานภาพวาดฝาผนัง fresco ของ Giotto ในโบสถ์ประจำตระกูล Scrovegni (สโครเวญี่ ภาษาอิตาเลี่ยนเรียกว่า Capella degli Scrovegni) หรือ ชมโบสถ์นักบุญอันโตนิโอ San Antonio หรือที่ชาวเมืองเรียกว่า “Santo” เป็นโบสถ์แสวงบุญของคริสต์ศาสนิกชนที่มีความสำคัญมาก เพื่อภาวนะให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
แต่ถ้าใครให้เวลากับเมืองนี้มากหน่อย ก็จะพบว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยงานจิตรกรรม fresco ในยุคเทรเชนโต้ (Trecento เป็นศัพท์เฉพาะของอิตาเลี่ยน หมายถึงยุคสมัยของศิลปะในปีศตวรรษ 1300 เป็นต้นไป ซึ่งตรงกับการเรียกในภาษาอื่นเช่นภาษาอังกฤษว่า ศตวรรษที่ 14) เมืองนี้เป็นเมืองที่ร่ำรวยมาก ถึงกับว่าจ้างศิลปินสำคัญต่างๆจากเมืองฟลอเรนซ์มาสร้างสรรค์งานที่นี่ได้เช่น Giotto, Donatello หรือ Giusto de’Menabuoi เป็นต้น โดยเฉพาะ ปฏิมากร Donatello มาตั้ง studio อยู่ที่นี้ถึง 10 ปี (1444-54) เมืองนี้ยังมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง (ตั้งเมื่อปี 1222) ที่นักศึกษาเรียกว่า Il B? (“โรงวัว” เพราะที่ตั้งอาคารเรียนเป็นร้านอาหารชื่อนี้มาก่อน) โดยเฉพาะห้องเรียนการผ่าตัดศพแรกของมหมาวิทยาลัยยุโรป (Teatro Anatomico 1594) ห้องนี้ใช้ทำการเรียนการสอนจนถึงปี 1872 ที่เมืองนี้ยังมีร้านกาแฟที่มีชื่อเสียง Caff? Pedrocchi ตั้งขึ้นในปี 1826-31 โดย Antonio Pedrocchi อาคารเป็นศิลปะแบบ Classicism อิตาเลี่ยนที่มีชื่อเสียง ออกแบบโดย Giuseppe Iapelli ร้านกาแฟนี้เป็นที่ประชุมสภากาแฟของนักการเมือง นักคิดนักเขียน นักวิชาการ มาช้านานจนถึงปัจจุบัน
เมืองพาดัวนี้ต่างจากเมืองอื่นเช่น Verona หรือ Vicenza คือไม่ได้เป็นเมืองถูกก่อตั้งขึ้น แต่เป็นเมืองที่พัฒนามาจากการตั้งรกรากของชุมชนต่างๆที่กระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ ตามตำนานของเมืองนั้น เมืองนี้ก่อตั้งสร้างโดย Antenor แห่งทรอย ในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล พวกโรมันชุมชุนนี้เรียกว่า Patavium ถือเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในแคว้น Veneto ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล เมือง Patavium เป็นพันธมิตรกับโรมันและได้รับสิทธิ์เป็นเมืองโรมันที่เรียกว่า municipium ในปี 42 ก่อนคริสตกาล เมืองนี้ยังเป็นบ้านเกิดของนักประวัติศาสตร์โรมันที่สำคัญคือ Titus Livius
ในศตวรรษที่ 11 เมืองนี้เริ่มมีความสำคัญขึ้นมา 1222 คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเมืองโบโลญ่า (Bologna) มาตั้งมหาวิทยาลัยที่เมืองนี้ (มหาวิทยาลัยเมืองโบโลญ่าถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป) ไม่นานหลังจากนี้โบสถ์คู่เมือง Il Santo และตึกที่ทำการเมือง Basilica ก็เริ่มก่อสร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
Padua ในช่วงนี้ปกครองโดยตระกูล Ezzelno da Romano และมีความเจริญสูงสุดภายใต้การนำของตระกูล Carrara (มีพื้นเพมาจาก Castell Carrara เนินเขาทางตะวันออกของเมือง ไม่ใช่มาจากเมืองหินอ่อน Carrara ในแคว้น Toscana) เป็นยุคของเจ้าเมืองนี้เมืองพาดัวเป็ยยุคที่ศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดีเฟื่องฟูสูงสุด Francesco Il Vecchio (1350-88) ได้เชิญปราชญ์และกวี Petraca มาพำนักและสอนที่เมืองนี้ ในเวลาต่อๆมาเมืองพาดัวเหมือนเช่นเมืองอื่นๆในแคว้นนี้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของเมืองสิงโตเวนิสจนถึงการครอบครองของนโปเลียน
เมืองนี้ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ Bacchiglione (บัคคีลีโอเน่) และมีคลองตัดผ่านในตัวเมืองเหมือนเมือง Verona และ Vicenza ในสมัยโบราณสามารถพายเรือเข้าไปในเมืองได้ ในเวลาต่อมาคลองบางสายได้ถูกถมเป็นถนนไปบ้าง แต่ยังรู้ได้จากชื่อถนนนั้นเช่น Riviera Tito Livio หรือ Rivierea dei Ponti Romani เป็นต้น
เมืองพาดัวจัดเป็นเมืองเล็กน่ารัก ใช้เวลาเดินชมรอบเมืองประมาณครึ่งวันเท่านั้น แต่ที่มีเสน่ห์ก็คือ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ถนนหนทางสะอาดเหมือนเมืองในยุโรปทางตอนบน
การเที่ยวชมเมืองนี้ควรชมจิตรกรรมฝาผนังเป็นหลัก Fresco นี้อยู่กระจัดกระจายตามที่ต่างๆและสร้างสรรค์โดยศิลปินต่างๆกัน การชมเราจะเริ่มต้นที่เหนือเมืองก่อนโดยเริ่มที่ Capalle degli Scrovengi (1) ของครอบครัว Scrovegni Enrico Scrovegni ได้ก่อสร้างโบสถ์ประจำตระกูลเสร็จในปี 1303 ได้ว่าจ้าง Giotto จากเมือง Florence มาวาดภาพที่นี่ Fresco เป็นภาพโปรแกรมเรื่องราวในทางคริสตศาสนา ที่มีความสำคัญทางศิลปะคือการวางแผนแสดงเรื่องราวเป็นฉากเป็นตอนโดยแบ่งซอยเป็นช่องสี่เหลี่ยมและการแสดงถึงมิติลึก (perspective) ในจิตรกรรม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญของสำนักแห่งเมืองฟลอเร้นซ์ โดยเฉพาะมิติลึกในแนวเส้น (linea perspective) ในระหว่างนั้น Albrecht D?rrer ได้เดินทางจากเมือง Nuremberg ลงมาเมืองเวนิส ได้แวะผ่านมาชมและเสวนากับ Giotto ถึงเทคนิคใหม่ๆด้วย เฟรสโก้นี้เพิ่งจะแล้วเสร็จจากการซ่อมแซมมาได้ประมาณห้าปี และจำกัดจำนวนผู้เข้าชมประมาณ 20 คนต่อครั้ง เพราะป้องกันความชื้นจากผู้ชมไม่ให้ไปก่อให้เกิดราบนฝาผนัง เพราะฉะนั้นควรจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้า

ภายใน Capella degli Scrovegni
ฉากการนำร่างพระเยซูสิ้นชีพลงจากไม้กางเขน สัญลักษณ์ของไม้กางเขนนั้นแสดงออกด้วยกลุ่มผู้คนที่เรียงไขว้กันเป็นแนวกาบาท โดยมีพระแม่มารีอุ้มพระเยซูอยู่ตรงกลาง มิติลึกของภาพ (perspective) แสดงออกโดยกลุ่มผู้คนข้างหลังที่ย่อส่วนลงไปเรื่อยๆ
จากนั้นเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้านข้าง Museo Civico (2) ซึ่งเป็นโบสถ์มาก่อน Chiesa degli Eremitani ที่นี่มีงานศิลป์ที่สำคัญเช่น ปฏิมากรรมพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนของ Giotto และเฟรสโก้ของ Mantegna เป็นต้น จากนั้นเราจะเดินเข้าเมืองตามถนนสายหลักโดยมานั่งจิบกาแฟที่ร้านสภากาแฟที่มีชื่อของเมือง Caff? Pedrocchi (3) เป็นแหล่งที่ชุมนุมของนักคิดนักเขียน นักวิชาการ และนักการเมือง และที่สำคัญคือราคาปกติ ภายในโอ่โถง ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมปี 1826-31
   

Caffe Pedrocchi มีสถาปัตยกรรมต่างจากอาคารโกธิคข้างๆถึง 400 ปี

อาคารมหาวิทยาลัยเก่าดั้งเดิมตั้งอยู่เยื้องกับร้านกาแฟนี้ (4) ที่มีชื่อเสียงคือ Teatro Anatomico ห้องการเรียนการสอนชำแหละศพเพื่อการศึกษาสรีระอวัยวะของมนุษย์ (Anatomy) สำหรับนักศึกษาแพทย์ที่มีชื่อเสียง ในช่วงปี 1594 จนถึงปี 1872
   

Teatro Anatomico: นักศึกษาแพทย์จะนั่งเป็นบันไดวนขึ้นไป ในขณะที่อาจารย์ทำการผ่าตัดสาทิตที่โต๊ะตรงกลาง
จากนั้นก็เดินเข้าสู่ลานศาลากลางเมือง Palazzo della Ragione ที่มีสภาพที่ตั้งไม่ต่างจากที่เราได้เห็นมาแล้วที่เมือง Verona หรือ Vicenza เป็นทั้งลานตลาดนัดและล้อมรอบไปด้วยอาคารที่ทำการราชการต่างๆ ระหว่างทางแต่ที่ต่างจากเมืองเหล่านั้นก็คือ ตลาดจะอยู่ขนาบสองข้ามของอาคาร Palazzo della Ragione (5) แบ่งเป็นตลาดเครื่องเทศ Piazza delle Erbe และตลาดผักผลไม้ Piazza di Frutta ถ้าสังเกตดูดีๆเราจะเห็นตึกโบราณในสมัยศตวรรษที่ 13 แทรกอยู่ทั่วไป ไม่น่าเชื่อว่าอาคารเหล่ายังสามารถดำรงรักษาอยู่มาจนทุกวันนี้ได้
   

Palazzo della Ragione กับลานตลาดนัดเครื่องเทศ Piazza delle Erbe
จากนั้นเราจะเดินเข้าสู่โดมประจำเมือง Santa Maria Assunta (8) และหอเจิม Baptisterium โดยเฉพาะที่หอเจิมนี้ภายในแต่งด้วย fresco ของจิตรกรที่มีชื่อเสียงแห่งสำนักเมืองฟลอเร้นซ์เช่นเดียวกัน Giusto de’Menabuoi ประมาณทศวรรษที่เจ็ดของศตวรรษที่ 14 โดยเป็นภาพบรรยายเรื่องราวต่างๆทางคริตศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของ Saint John the Baptist ผู้เจิมพระเยซูที่แม่น้ำจอร์แดน
   

Sant’Antonio หรือ Il Santo

จากนั้นเราก็เดินมาชม Basilica Sant’Antonio Santo (9) หรือที่ชาวเมืองเรียกว่า Santo สร้างเป็นที่ระลึกถึงท่านที่ได้อุทิศงานสาธารณะสุขให้กับชาวบ้าน โดยเดินทางรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยชาวบ้านตั้งแต่โปรตุเกส อาฟริกา อิตาลี และมาเสียชีวิตที่เมืองนี้ ปัจจุบันนี้โบสถ์นี้ยังมีผู้มาแสวงบุญบนบาลศาลกล่าวให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ เราจะเห็นคณะนักท่องเที่ยวเหล่านี้จับรถมาเป็นคณะๆจอดหน้าโบสถ์นี้ ที่ลานหน้าโบสถ์นี้ปฏิมากร Donatello แห่งสำนักเมือง Florence ได้ทิ้งงานสำคัญใหญ่ไว้ที่อนุสาวรีย์ขี่ม้าหล่อด้วยทองสำริดของแม่ทัพอันลือชื่อของเมืองเวนิสที่มีฉายาว่า Gattamelata ชื่อเดิมว่า Erasmo da Narni ได้มาเสียชีวิตที่นี่ 1447 ศพถูกฝังไว้ที่โบสถ์นี้ ต่อมาลูกเมียได้ดำริสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเป็นที่ระลึกไว้ สิ่งที่หน้าสนใจคือตามธรรมดาแล้วอนุสาวรีย์ขี่ม้าที่หล่อด้วยทองสำริดจะสร้างขึ้นสำหรับจักรพรรดิหรือพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น สำหรับขุนนางหรือบุคคลทั่วไปนั้นจะทำด้วยไม้หรือแกะสลักจากหินเท่านั้น เช่นที่เราได้เห็นมาแล้วที่เมืองเวโรน่าของตระกูล Scaliger นี่แสดงว่าแม่ทัพผู้นี้มีบารมีมากในขณะที่มีชีวิตนี้

   

อนุสาวรีย์ Erasmo da Narni หรือ Gattamelata ที่ฐานแสดง bar relief (ลายปั้นนูนต่ำ) เด็กเทวดาน้อยสองคน (putto) ถือตราประจำตระกูล
Donatello ยังออกแบบหล่อปฏิมากรรมภาพนูนต่ำ (Bar relief) ที่แท่นบูชาของโบสถ์ด้วย นอกจากนี้ที่ยังมี fresco ฝีมือของ Tiepolo จากเมืองเวนิส หรือ Antichiero Antichieri และ Avanzo เป็นต้น
ข้างๆ Il Santo จะมีหอสวดมนต์ Oratorio di San Giorgio (10) ภายในโบสถ์มี fresco บรรยายเรื่องราวของพระคริสต์และนักบุญอื่นๆโดยฝีมือของ Altichiero และ Avanzo
โปรแกรมชมเมือง Padua จะมาจบที่ลาน Prato della Valle (พราโต้ เดลลา วาลเล่) เป็นวงเวียนรูปวงรี โดยรอบๆวงรีมีรูปปั้นต่างๆตั้งอยู่ รูปปั้นนี้เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นลูกหลานของเมืองนี้ หรือบุคคลสำคัญที่เคยมาเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองนี้ หรือศาสตราจารย์สำคัญที่สอนที่เมือง
 

มุมสงบและน่ารักของที่พบได้ในใจกลางเมืองเก่า
Treviso

เมืองนี้อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวไทยนัก เทรวิโซเป็นหนึ่งใน 7 หัวเมืองหลักของแคว้น Veneto ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Padua เมืองนี้เป็นเมืองเล็กตั้งอยู่ในที่ลุ่มที่ธารน้ำสองสายมาบรรจบกัน และโอบล้อมเมืองทั้งสี่ด้านเป็นคูเมืองป้องกันเมืองได้อย่างดี (ดูแผนที่ประกอบ) ลักษณะเฉพาะของเมืองเช่นนี้ทำให้เราคนไทยนึกถึงเมืองเชียงใหม่ ธารน้ำสองสายคือ Sile และ Botteniga (ชื่อเดิม Cagnan) ธาร Botteniga ไหลมาจากทางเหนือผ่าเข้าเมืองโดยแตกออกเป็นคลองสามสายคือ Cagnan, Buranelli และ Roggia คลอง Cagnan ไปบรรจบกับธาร Sile ทางใต้ของเมือง ด้วยลักษณะเฉพาะเช่นนี้ทำให้การคมนาคมในเมืองเทรวิโซในสมัยโบราณโดยทางเรือเป็นหลักเหมือนเมืองวิเชนซ่าและเวนิส จนถึงประมาณปี 1850 ยังสามารถพายเรือเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ ลักษณะคลองสายเล็กไหลผ่านเข้าไปเมืองคู่ไปกับถนนเดินเท้านี้เพิ่มเสน่ห์ให้กับเมืองนี้อย่างมาก กวี Dante ได้บรรยายความงามของเมืองนี้ในงาน Paradiso
   

สภาพบ้านเมืองตามลำคลอง Buranelli
อาคารสมัยเรเนซองซ์ติดริมคลอง
Treviso เหมือนเช่นเมืองอื่นๆในแคว้นนี้เป็นเมืองโรมันมากก่อน มีชื่อเรียกว่า Tarvisium ใจกลางเมืองโรมัน (Forum) ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางเมือง ณ ที่ Piazza dei Signori เนื่องจากเมืองนี้ไม่ตั้งติดอยู่กับถนนยุทธศาสตร์โรมัน Via Postumia จึงไม่ต้องเผิชญกับศึกสงครามมากนัก แต่เนื่องจากเป็นเมืองเล็กจึงต้องตกอยู่ใต้อาณัติเมืองใหญ่ๆใกล้เคียงตลอดมาเช่น เมือง Padua Vicenza ตลอดจน Milan และในที่สุดเป็นเมืองขึ้นของเวนิสในปี 1388 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนี้ถูกระเบิดเสียหายอย่างมาก แต่ได้รับการบูรณะคืนสภาพเดิมในเวลาต่อมา

แผนที่เมืองเทรวิโซ่
การเดินชมเมืองควรเริ่มทางเหนือของเมืองก่อน โดยเริ่มที่กำแพงเมืองทางสะพานทอดเข้าประตูเมือง Ponte Fra Giocondo ที่ตรงนี้เราจะเห็นแม่น้ำ Botteniga ไหลเข้าสู่เมืองแล้วแตกออกเป็นคลอง 3 สาย Cagnan, Buranelli และ Roggia ชื่อของสะพานนี้ตั้งตามชื่อของพระ Fra Giocondo ที่ระดมชาวเมืองสร้างกำแพงเมืองนี้ขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 เพื่อป้องกันกองทัพฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน และศาสนาจักร ที่รวมกันขึ้นเป็นพันธมิตรมีชื่อว่า Liga แห่ง Cambrai เพื่อต้านทานการรุกรานของกองทัพเวนิสบน terra ferma กำแพงนี้มีความแข็งแกร่งมาก สามารถทานกระสุนปืนใหญ่ที่ทันสมัยในสมัยนั้นได้ ถ้าเดินบนกำแพงเมืองต่อไปทางทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตรก็จะถึงประตูเมืองหลัก Porta San Tammaso (1) สร้างในปี 1518 หน้ากำแพงเราจะเห็นสัญลักษณ์ของสิงโตแห่งเวนิสแสดงถึงความเป็นอาณานิคมของเมืองเวนิส มุมที่น่ารักอีกมุมหนึ่งคือที่ใจกลางเมืองริมคลอง canale Brunelli ใกล้กับลาน Piazza Rinaldi ถ้าใครให้เวลากับเมืองนี้มากหน่อย โดยเดินชมเมืองตามตรอกตามซอยก็จะพบบ้านเก่าๆในสมัยต่างๆมีอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี

สะพานเข้าประตูเมือง Porta San Tammaso
เมืองนี้มีโบสถ์ที่สำคัญคือโบสถ์ San Francesco (2), San Caterina (3), Santa Maria Maggiore (4), Dom และ Baptisterio (8) และสุดท้าย San Niccolo (11) แต่โบสถ์ที่สำคัญควรเข้าชมคือ San Francesco และ San Niccol? โบสถ์ San Caterina ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ โบสถ์ San Francesco เริ่มก่อสร้างในปี 1255 หลังจากที่นโปเลียนได้ครอบครองเมือง (1797) ได้สั่งให้เลิกศาสนากิจและใช้โบสถ์นี้เป็นที่ตั้งกองทหารและคลังกระสุน (1808) ในโบสถ์เป็นที่บรรจุศพลูกชายกวี Dante และลูกสาวของกวี Petraca Franceca Petraca โบสถ์ San Niccol? เป็นโบสถ์ของคณะสงฆ์โดมินิกัน เริ่มก่อสร้างในปี 1318 อยู่ในสไตล์ romanesque นอกจากความยาวลำตัวของโบสถ์นี้แล้ว (85.40 เมตร) ยังมี fresco ของจิตรกร Tamamaso da Modena ศิลปินจากเมือง Modena ที่สำคัญของเมืองนี้ ได้ทิ้งงานสำคัญที่เมืองนี้มากมาย
   

โดมแห่งเมืองเทรวิโซ่
ควบคู่ไปกับโบสถ์ก็คือ ศาลากลางเมือง Palazzo dei Trecento ที่ลาน Piazza dei Signori ว่ากันว่าสร้างขึ้นปี 1213 และถือเป็นอาคารราชการที่อายุเก่าที่สุดอาคารหนึ่งของอิตาลี
 
ศาลาว่าการเมือง Palazzo dei Trecento ที่ลาน Piazza dei Signori
 
Venice
เวนิสเป็นเมืองที่คนไทยเรารู้จักกันมานาน เพราะฝรั่งเปรียบเปรยบางกอกเมืองหลวงของเราเป็นเมืองแห่ง เวนิสตะวันออก เนื่องมาจากความคล้ายเคียงกันในทางที่ตั้งทำเลภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์และโครงสร้างทางสังคม แต่ชาวเวเนเทียนรู้จักเมือสยามมานานแล้วเนื่องจากการค้าเครื่องเทศในแถบเอเชียอาคเนย์นี้ ในศตวรรษที่13 มาร์โคโปโลแวะผ่านมาเยือนแถวบ้านเรา

แผนที่เมืองเวนิส
ที่ตั้งของตัวเมืองเวนิสมีมีสภาพเป็นเกาะ ตั้งอยู่ในอ่าวเวนิสของทะเลอาดรอาติก เวนิสมีคลองใหญ่ (Canal Grande) ไหลคดเคี้ยวเป็นรูปตัว “ S” ผ่ากลางเมือง คลองสายนี้เป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักของเมือง ในขณะเดียวกันมีคลองเล็กต่างๆจากคลองใหญ่นี้ตัดลัดลอดเข้าไปในเมือง ในภาษาเวเนเทียน (Venetian) เรียกว่า rii (ริอี้) เวนิจึงมีสะพานข้ามคลองต่างๆมากกว่า 200 สะพาน เวนิสมีเส้นทางคมนาคมหลักอยู่สองทางคือ ทางน้ำและทางเดินเท้าเท่านั้น ใครที่เดินชมเมืองเข้าไปในตรอกซอกซอยเล็กๆก็จะต้องเดินข้ามสะพานต่างๆ เสน่ห์ของเมืองนี้อยู่ที่แต่ละสะพานแต่ละมุมตึกแต่ละลำคลองที่เราเดินผ่านและมองลอดลำคลองที่ทอดเข้าไประหว่างตัวตึกมีความงามที่ไม่ซ้ำกันเลย

มุมภาพงามๆเช่นนี้พบได้แทบทุกหัวมุมตึก

เวนิสเป็นทั้งเมืองและสาธารณรัฐ (republic) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 421 เริ่มก้าวสู่มหาอำนาจทางทะเลในปี 828 เป็นปีที่เมืองได้อัฐิของนักบุญมาร์โค (ภาษาอังกฤษ Saint Mark) จากเมืองอเล็กซานเดรีย และถือเป็นปีเริ่มก่อสร้างโบสถ์ซานมาร์โคด้วย กองทัพเรืออันเกรียงไกรของเวนิส Arsenal เริ่มก่อตั้งในปี 1104 ศตวรรษที่ 13 ถือเป็นจุดสูงสุดของมหาอำนาจทางทะเลของเวนิส ปี 1203 เวนิสเข้าร่วมสงครามครูเสตครั้งที่ 4 พร้อมกับการครอบครองเมือง Constantinople ศูนย์กลางอำนาจแห่งอาณาจักร Byzantine ของโรมตะวันออก
เวนิสเริ่มเสื่อมอำนาจลงหลังจากที่เติร์กเข้าครอบครองเมือง Constantinople 1453 ทำให้อาณาจักร Byzantine ล่มสลายลง พร้อมทั้งระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของโลกตะวันตกด้วยเพราะเมืองท่าต่างๆในแถบนั้นอยู่ภายใต้อาณาจักรออสมานไปด้วย และในขณะเดียวกันเส้นทางการค้าขายระหว่างยุโรปและเอเชียเปลี่ยนจากเส้นทางสายไหมไปสู่ทางมหาสมุทรอินเดียหลังจากที่ Vasco da Gama พบเส้นทางเดินเรือใหม่ในปี 1498
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเวนิสเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญของยุโรป ตัวแทนผูกขาดการค้าเครื่องเทศ ผ้าไหม อัญมนีจากเอเชียและตะวันออกกลางกับภาคพื้นทวีปยุโรป ในตัวเมืองจะมีผู้แทนการค้าจากภาคพื้นทวีปมาตั้งหอการค้ามากมาย (เทียบได้กับ “สภาหอการค้า” ในปัจจุบัน) เช่นเยอรมัน ตลอดจนตุรกี เป็นต้น พระราชนิพนธ์แปล เวนิสวานิช ของรัชกาลที่ 6 บรรยายภาพเวนิสในสมันนั้นได้ดีมาก นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นท่าขึ้นเรือสำหรับชาวคริสต์ที่ไปแสวงบุญที่เมืองเยรูซาเลม และเป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพฝรั่งเศสและเวนิสไปตีเมืองเยรูซาเลมในสงครามครูเสตครั้งที่ 4
ความเป็นมหาอำนาจของเวนิสนี้ เราดูได้จากความเป็นแม่แบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรมเช่น อาคารที่ทำการราชการ อาคารประจำตระกูลต่างๆที่เรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า Palazzo หรือ Casa ในเรียกสั้นๆในภาษาท้องถิ่นของเวนิสว่า “Ca” หรือโบสถ์ของเมืองนี้ที่เมืองบริวารต่างๆบน Terra ferma นำไปเป็นแม่แบบลอกเลียน และโดยเฉพาะตระกูลมั่งคั่งต่างๆของเวนิสเช่น ตระกูล Pisani, Contarini หรือ Corner เป็นต้น เอาลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมของ Palazzo ตัวเองออกไปสร้างวิลล่าตากอากาศบนแผ่นดินใหญ่ด้วย นี้เป็นลักษณะเฉพาะของเรเนซองส์เวเนโต้ที่ยึดแม่แบบของเวนิสเป็นหลัก ในขณะในแคว้น Toscana กลับไปหาแม่แบบกรีกและโรมัน
เวนิสมีสถานที่น่าชม งานศิลปะ สถาปัตยกรรมครบทุกด้านทุกอย่างให้ชม ตั้งแต่สไตล์ของ Byzantine โกธิค เรเนซองส์ เรื่อยไปจนถึงศตวรรษที่ 20 จนนักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี จะเดินชมอาคารสถานที่สำคัญ หรือเดินท่องไปตามตรอกซอกซอยต่างๆดูเมืองและชีวิตของชาวเมือง หรือเข้าชมพิพิธภัณฑ์ หรือร่องเรือกอนโดล่าชมเมืองสองข้างลำคลองหย่อนใจไปเรื่อยๆ
โครงสร้างของเกาะเวนิสแบ่งออกเป็น 6 เขตใหญ่ๆคือ S. Croce, S. Paolo และ Dorsoduro อยู่ทางใต้ Cannaregio, S. Marco และ Catello อยู่ทางเหนือ แต่เวนิสมีศูนย์กลางเมืองที่สำคัญอยู่สามแห่งคือ ที่โบสถ์ San Marco และ Palazzo Ducale บนลาน Piazzetta และ Piazza di San Marco ตรงนี้เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองเวนิสมาแต่โบราณกาล
   

บนฝั่ง Palazzo Ducale ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto

ศูนย์กลางที่สองคือที่ Rialto สะพาน (Ponte di) Rialto ถือเป็นสะพานแรกที่ข้ามคลอง Canal Grande ของเวนิส ที่นี่เป็นศูนย์ธุรกิจและการเงินมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ตั้งธนาคาร ร้านค้าธุรกิจ และที่ตั้งหอการค้าของชาติต่างๆด้วย
   

สะพานริอาลโต้ ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto
และจุดสุดท้ายเป็นที่ตั้งทางทหาร ที่เรียกว่า Arsenal กองทัพเรืออันเกรียงไกรของเวนิส ปัจจุบันได้ดัดแปลงบนพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ
   

Arsenal เปรียบเสมือนประตูเข้าเมือง ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto
ปัจจุบันเวนิสยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลี และยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมนานาชาติเช่นในอดีต เวนิสมีเทศกาลคานาวาลที่มีชื่อเสียงก้องโลก เทศกาลนี้ได้เริ่มฟื้นฟูใหม่ในปี 1987 หลังถูกลืมไปร้อยกว่าปีเพราะนโปเลียนสั่งห้าม และเป็นสถานที่จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bienale พร้อมทั้งเทศกาลประกวดภาพยนตร์สิงโตทอง Leone d’oro ที่สำคัญของยุโรป ทุกสองปี
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เวนิสต้องต่อสู้ปัญหาของตัวเองคือตัวอาคารต่างๆเริ่มทรุดจมลงใต้น้ำทุกปี เราจะได้รับฟังเห็นภาพข่าวน้ำทะเลเอ่อล้นท่วมเวนิสอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่นี้สูบน้ำจืดใต้ดินขึ้นมาใช้อย่างมาก มีผลทำให้เมืองเวนิสจมลงอย่างรวดเร็ว 9 ซม.ต่อปี ปัจจุบันเมืองเวนิสได้มีโครงการแก้ปัญหานี้ร่วมกับนานาชาติ แต่เนื่องจากโครงการต่างๆเหล่านี้ใช้เงินทุนสูงมากและต้องพักการพิจารณาไว้ ตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ทางเทศบาลเมืองประกาศห้ามการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ ทำให้เมืองชะลอการทรุดลงไปได้บ้าง ด้วนเหตุนี้เราจึงเห็นบ่อน้ำบาดาลทุกบ่อในเมืองทุกปิดลง เพราะด้วยเหตุที่บ้านเมืองในเวนิสนี้สร้างโดยฝังเสาเข็มไม้โอ้คคุณภาพดีจากแถบยูโกสลายเวีย (โค่นจนป่าพื้นที่นี้เกรียนไปหมด) ไม้เสาเข็มเหล่านี้อยู่ได้เป็นร้เอยๆปีตราบที่เสาหลักไม้เหล่านี้อยู่ในดินอุ้มด้วยน้ำ (หลักการเดียวกับสร้างพระปรางค์วัดอรุณ หรือภูเขาทองที่กรุงเทพฯของเรา) เมื่อน้ำบาดาลแห้งลงทำให้ไม้เสาเข็มแห้งด้วยและผุกร่อนลงอย่างรวดเร็ว เป็นเหตูผลหลักที่ทำให้อาคารเหล่านี้ทรุดตัวลง
ใครที่มาเยือนเวนิสควรตีตั๋วขึ้นเรือเริ่มต้นที่สถานีรถไฟ (Ferrovia) จะซื้อเป็นเที่ยวเดียว ตั๋ววัน ตั๋วสามวันก็ได้ตามสะดวก ล่องออกไปตามคลองเรื่อยๆจนออกไปถึงปากอ่าว (ชาวเวเนเทียนเรียกว่า Bacci บัชชี) แล้วไปขึ้นท่าที่ San Marco (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) ระหว่างสองฝั่งชลนี้เราจะเห็นอาคารสำคัญต่างๆตั้งอยู่ริมคลองติดๆกันไปเก่าบ้าง ใหม่บ้าง ที่เก่าที่สุดมีอายุมากกว่า 600 ปี ที่น่าสนใจก็คือเมื่อมองอย่างผิวเผินแล้วจะรู้สึกว่าทุกอาคารจะไม่เหมือนกันเลย แต่ถ้าพิจารณาดีๆก็จะพบว่า ทุกอาคารมีโครงสร้างเหมือนกันคือ อาคารมักจะมี 3 ชั้น ชั้นล่างเปรียบเหมือนใต้ถุนอาคาร (Piano terreno) ใช้เป็นที่เก็บสินค้า ท่าเทียบเรือบ้าน ชั้นที่สองเป็นชั้นหลักของอาคาร ที่เรียกว่า Piano nobile (พิอาโน โนบิเล่) ใช้เป็นที่เลี้ยงรับรองจัดเลี้ยงแขก ชั้นสามใช้เป็นที่พักอยู่อาศัย ตัวหน้าอาคาร (facade) ก็จะมี 3 ช่วง (rhythm) สมมาตรกัน A-B-A ช่วง B ตอนกลางของอาคารเป็นช่วงที่กว้างที่สุด โดยเฉพาะชั้น piano nobile ใช้เป็นห้องรับรองแขก ช่วง A ริมอาคารทั้งสองฝั่งใช้เป็นห้องทำงาน ห้องครัวหรือห้องพักส่วนตัว ช่วง A ทั้งสองฝั่งนี้เป็นร่องรอยของหอคอยประสาทในยุคต้นๆที่มีหอกลางอยู่ริมสองฝั่ง ช่วง B ของชั้น piano nobile นั้นจะมีการแต่งเป็น Motiv ต่างๆตั้งแต่ยุค byzantine, romanesque, gothic จนถึง renaissance
   

อาคารต่างๆตามผัง A-B-A ริมคลองใหญ่
ระหว่างทางล่องเรือเราจะลอดใต้สะพานข้ามคลอง canal grande สำคัญสองสะพานคือ Ponte di Rialto และ Ponte dell’Accademia สะพานแรก Rialto สร้างขึ้นในปี 1588-91 สร้างขึ้นแทนสะพานชักรอกเปิดปิดให้เรือผ่านที่ชำรุดไป และที่น่าสนใจคือสถาปนิกชื่อดังในสมันนั้นเช่น Michelangelo หรือ Palladion เสนอยื่นแบบเข้าแข่งขันด้วย แต่ไม่ได้รับการพิจารณา แต่เป็นแบบของสถาปนิก Antonio da Ponte ที่ไม่เป็นที่รู้จักได้รับสัมปาทานในการก่อสร้าง ลักษณะเด่นของสะพานนี้ก็คือ ส่วนโค้งของสะพานต้องสูงพอที่จะให้เรือบรรทุกสินค้า(ในสมัยนั้น) รอดผ่านได้ บนสะพานเป็นที่ตั้งของร้านค้า เป็นทางสัญจรของรถม้า และต้องมีทางเท้าสำหรับคนเดินอยู่ข้างทางสองฝั่ง และตรงกลางสะพานเปิดเป็นช่องสามารถมองลอดเห็นวิวทั้งสองฝั่งได้
   

สะพานริอาลโต้อีกมุมมองหนึ่ง
อีกสะพาน Ponte dell’Accademia เป็นสะพานไม้ก่อสร้างด้วย concept สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และที่นี้เป็นสถาบันศิลปะเพาะช่างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอิตาลี และหอศิลป์แสดงภาพวาดและศิลปะที่สำคัญของเมืองเวนิส ที่นี่เป็นที่รวมจิตรกรรมที่สำคัญต่างๆของสำนักเวเนเทียน ที่ผู้สนใจศิลปะเวนิสไม่ควรพลาด
   

สะพาน Ponte dell’Accademia
ที่ปากอ่าวทางขวามือเรือจะจอดเทียบท่า Salute เป็นที่ตั้งของโบสถ์บาโร้ค Santa Maria della Salute ตั้งสูงเด่นเห็นแต่ไกลโดยเฉพาะยอดโดมขาว โบสถ์นี้ก่อตั้งเพื่อเป็นการขอบคุณพระแม่ หลังจากที่เมืองได้ผ่านพ้นวิกฤตการะบาดของกาฬโรคในปี 1630 หลังจากนั้นเรือก็จะมาเทียบท่า San Marco Vallaresso ถือเป็นการเข้าประตูเมืองอย่างเป็นทางการ
   

โบสถ์ Santa Maria della Salute ตั้งอยู่ปากอ่าว มองจากสะพานริอาลโต้
โบสถ์ San Marco และ Palazzo Ducale ตลอดจนอาคารต่างๆรอบๆ ลาน Piazza San Marco และ Piazzetta (บนเกาะเวนิสจะเรียกลานหน้าโบสถ์คู่เมือง San Marco ว่า Piazza เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนลานอื่นๆในเมืองจะเรียกว่า คัมโป campo) ถือได้ว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางที่ทำการของคณะบริหารและศูนย์อำนาจปกครองเมืองและการปกครองเมืองบริวารต่างๆ และตลอดจนตุลาการของเมืองด้วย
   

โบสถ์ซานมาร์โค ด้านหน้าทางเข้า อาคารด้านขวาคือ Palazzo Ducale
โบสถ์ San Marco ถือเป็นวัดคู่เมืองเวนิส สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บอัฐินักบุญ Marco หนึ่งในสี่สาวกพระเยซูที่บันทึกชีวิตเรื่องราวของพระเยซูไว้ (สาวกทั้งสี่นี้มีชื่อเรียกในทางคริสต์ว่า Evangelist ผู้บอกข่าวดีว่าพระเยซูจะพื้นคือกลับมาอีก) พ่อค้าเวเนเทียนสองคนไปเสาะหาได้มาจากเมือง Alexandria และเป็นที่ภาคภูมิใจของเมืองอย่างมาก โบสถ์นี้แต่งประดับประดาด้วยโมเสคพื้นทอง โดยจัดเป็นภาพเล่าเรื่องราวต่างๆของการลำเลียงอัฐิของนักบุญมาร์โค เรื่องราวเมืองเวนิส และที่สำคัญเรื่องราวต่างจากคัมภีร์ไบเบิ้ลเช่น ชีวิตของพระเยซู ของพระแม่มารี เป็นต้น นอกจากนี้ภายในและรอบๆตัวโบสถ์ยังประดับด้วยทรัพย์สินเชลยศึกที่ยึดได้มาจากที่ต่างๆเช่นม้าสำริด 4 ตัว บนโบสถ์ หรือ ทหารสี่สหายสลักด้วยหินแกรนิตอย่างดีเป็นต้น
   

Palazzo Ducale ด้านหน้า ซ้ายมือเป็นโบสถ์ San Marco ขวามือติดทะเล
ในอาคารที่ทำการราชการ Palazzo Ducale เป็นทำประชุมของกรรมการเมือง เป็นบัลลังศาลตัดสินพิจารณาความ ที่ทำการปกครอง และเป็นที่จวนพำนักของดอเจ่ (Doge) กฎหมายเวนิสระบุไว้ว่า Doge ระหว่างอยู่ในตำแหน่งจะต้องพักอยู่ที่นี่ เวลาออกไปไหนจะมีเจ้าหน้าที่ตามและสอดส่องบันทึกตลอด เพื่อให้ไม่เกิดความลำเอียงหรือคอร์รัปชั่น ด้วยเหตุที่กฎหมายเวเนเทียนเข้มงวดเช่นนี้ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สาธารณะรัฐเวนิสสามารถดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าหนึ่งพัน ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองเรียกเมืองตัวเองว่า Serenissima (เมืองสุดยอดแห่งอำนาจ ความมั่งคั่งและความผาสุก) และเปรียบ Venezia เป็นเทพธิดา Venezia แต่เป็นเทพองค์เดียวกันกับเทพธิดา Guistizia (ภาษาละติ justizia) เทพธิดาแห่งความยุติธรรม นอกจากสิงโตมาร์โคแล้ว การศาลที่นี่ มีความเที่ยงตรงยุติธรรมขนาดไหนดูได้จาก ห้องการศาลต่างๆในอาคารนี้ (รวมทั้งห้องคุมขังสอบสวนและทารุณนักโทษด้วย) และสะพานเชื่อมระหว่างอาคารนี้กับเรือนจำอยู่อีกพากคลองหนึ่งอันมีชื่อ Ponte dei Sospiri สะพานแห่งการถอนเทือกหายใจ ซึ่งหมายถึงถ้านักโทษผู้ใดข้ามสะพานนี้ไปยังศาลที่อาคารนี้แล้ว น้อยคนนักจะได้เดินกลับมาอีก ที่นี่ Casanova นักรักอันลือชื่อมาขึ้นศาลและถูกจองจำที่นี่ (และสามารถแหกคุกหนีออกไปได้)
   

Ponte dei Sospiri เชื่อมระหว่าง Palazzo Ducale และ คุก

Palazzo Ducale สามารถเรียกสั้นๆได้ว่าศูนย์รวมอำนาจและศูนย์บัญชาทั้งหมดในทุกเรื่องทั้งฝ่ายพลเรือนและการทหาร เปรียบเสมือน white house ของสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ภายในจะมีห้องที่ทำการต่างๆ ที่น่าสนใจคือ ภาพจิตรกรรมบรรยายเรื่องราวประวัติของเมืองเวนิส โดยเฉพาะเรื่องราวสรรเสริญชัยชนะของกองทัพเวนิสในศึกสงครามต่างๆ งานศิลป์เหล่านี้สร้างสรรค์โดยศิลปินเวเนเทียนเช่น Tintoretto, Veronese, Francesco Bassano ที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบของภาพ การใช้สี และแสงเงา จะสัมพันธ์เข้ากับสภาพแสงเขาของห้องเหล่านี้ ราวกับว่าภาพเหล่านี้มีชีวิตจริงขึ้นมา นี่เป็นเทคนิคใหม่ของเรเนซองส์แห่งเวนิส ที่แตกต่างไปจากเรเนซองส์ฟลอเรนส์ (การชมอาคาร Palazzo Ducale นี้ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง) ส่วนอาคารรอบๆเช่น Procuratie veechia, Procuratie nuove, Ala Napoleonic, หอนาฬิกา Torre dell’Orolgie, หอระฆัง Campanile และ โรงกษาปณ์ Zeccea ต่างๆเหล่านี้ ถ้าสนใจก็สามารถเข้าชมต่อได้
   

แผนที่ที่ตั้งอาคารต่างๆรอบๆ San Marco และ Palazzo Ducale

เวนิสมีโบสถ์ของคณะสงฆ์ต่างๆที่สำคัญมากมายเช่น Franciskan, Dominican หรือ Jesuit เป็นต้น แต่ละคณะสงฆ์นี้มีบทบาทในพัฒนาสังคมไม่มากก็น้อย แต่โบสถ์ไม่ควรพลาดชมคือ โบสถ์ Santi Giovanni e Paolo (จิโอวานนี่ เอ พาโอโล) เป็นอนุสรสถานของเจ้าเมือง (Doge) ในสมัยต่างๆ โดยประเพณีของเวนิสเจ้าเมืองจะถูกผังไว้ที่โบสถ์คู่เมือง San Marco แต่ในเวลาต่อมาได้ขยายออกไปที่โบสถ์ SS. Giovanni e Paolo ที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือที่ลานนอกโบสถ์มีอนุสาวรีย์ขี่ม้าของแม่ทัพ Bartolommeo Colleoni โดยฝีมือช่างแห่งเมืองฟลอเรนซ์ Verrocchio อนุสาวรีย์ขี่ม้านี้มีต้นแบบมาจากตระกูล Scaliger ที่เมือง Verona
   

อนุสาวรีย์ของ Gattamelata หน้าโบสถ์ Santi Giovanni e Paole

ด้านข้างติดคลองนั้นเป็นสมาคมช่างฝีมือ Scuola Grande di San Marco (ดูข้างล่าง) อาคารอยู่ในสไตล์เรเนซองส์ ที่น่าสนใจคือหน้าอาคาร (facade) แสดงภาพลายนูนต่ำความลึกของภาพโดยใช้เทคนิคของ perspective ของจิตรกรรมลายเส้น เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นเป็นภาพลวงเหมือนเป็นช่องลึกเข้าไปจริงๆ ปัจจุบันอาคารนี้เป็นโรงพยาบาล
   

อาคารติดคลองและสะพานคือ Scuola Grande di San Marco ด้านขวาติดกันคือโบสถ์ SS. Giovanni e Paolo และอนุสาวรีย์ Gattamelata ภาพวาดสีน้ำมันโดย Canaletto
โบสถ์ที่สำคัญคือ Santa Maria Gloriosa dei Frari เช่นเดียวกับโบสถ์ Santi Giovanni e Paolo เป็นที่ตั้งอนุสรสถานของบุคคลสำคัญๆของเมืองเวนิสเป็นต้นว่า คีตกวีที่สำคัญในยุคบาโร้ค Claudio Monterverdi หรือ ปฎิมากรชื่อดัง Antonio Canova เป็นต้น ที่นี่เราจะได้ชมงานศิลปะของปฎิมากรและภาพจิตรกรที่สำคัญมากมายเช่น Donatello, Tizian เป็นต้น
   

อาคารของ Scuola San Rocco
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ควรแก่การเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่งคือ สมาคมศิลปินช่างฝีมือต่างๆที่เรียกว่า scuola (เปรียบได้สมาคมช่างฝีมือ Guild ของโรมัน ที่เมืองอื่นๆยังใช้ชื่อนี้เรียกอยู่ แต่ที่เวนิสเรียกว่า สคูโอลา scuola เป็นภาษาละตินแปลตรงตัวได้ว่า สำนัก และแผลงเป็น school ในภาษาอังกฤษ) เวนิสจึงมี scuole (พหูพจน์) ต่างๆมากมายแต่ที่สำคัญคือ Scuola Grande di San Rooco, Scuola Grande die San Marco (กล่าวแล้วข้างบน), Scuola di San Giovanni Evangelista. Scuole เหล่านี้ถือเป็นองค์กรทางสังคมสำคัญที่ทำให้สังคมเวเนเทียนดำรงอยู่ได้
สมาคมเหล่านี้เป็นสถาบันที่สำคัญในการส่งเสริมศิลปิน โดยว่าจ้างให้ศิลปินออกแบบตัวอาคารและตกแต่งสร้างสรรค์ภาพวาดภายในตัวอาคารด้วย scuole เหล่านี้มีความคุณค่าในทางศิลปะทุกแขนงที่เรียกในภาษาเยอรมันว่า Gesamtkunstwerk เช่นที่ Scuola di San Rocco เราจะได้ชมจิตรกรรมของ Jacopo Tintoretto หรือ Tizian เป็นต้น แต่ถ้ายังไม่อิ่มเอิบกับงานศิลปะยังสามารถเข้าชมต่อได้ที่ หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia ที่นี่เป็นที่รวมงานศิลป์ของศิลปินเมืองนี้เช่น ตระกูลศิลปิน Bellini, Tizian, ตระกูล Tintoretto, Lorenzo Lotto, Palma Vecchio เป็นต้น เราจะได้ชมงานศิลป์แห่งสำนักเวนิสตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 จนถึงศตวรรษที่ 20 นอกจากนั้นยังนั่งเรือออกไปขึ้นที่ท่า Giardini ชมสถานที่จัดศิลปะร่วมสมัย Bienale ที่ชาติต่างๆมาตั้งซุ้มที่จัดถาวรไว้ที่นี้ นิทรรศการนี้จัดขึ้นทุกสองปีตั้งแต่ปี 1895 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จมาชมที่นี่ครั้งประพาสยุโรปครั้งแรกปี 1897
   

ปากทางเข้ากองทัพเรือ Arsenal (ยังคงสภาพเดิม เทียบกับภาพวาดของ Canaletto เมื่อ 400 ปีก่อน)
ใครที่สนใจทางทหารก็สามารถเดินต่อไปดูที่ตั้งกองทัพเรืออิตาลี ซึ่งเปิดให้ชมได้บางจุด ที่นี่เรายังเห็นอู่ต่อและซ่อมเรืออันใหญ่โตและยังทันสมัยอยู่จนไม่น่าเชื่อว่าสร้างเมื่อ 500 ปีที่แล้ว
   

โบสถ์ SS. Maria e Donato บนเกาะ Murano
ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็นั่งเรือออกไปที่เกาะอื่นได้เช่นเกาะ Murano ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเป่าแก้วที่สำคัญ แต่เดิมนี้โรงงานอุสาหกรรมแก้วนี้ตั้งอยู่ในเมืองเวนิส แต่เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้บ่อยขึ้น ทางเมืองจึงย้ายออกไปที่เกาะนี้ ที่นี่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์เครื่องแก้วมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมการสาธิตเป่าแก้วได้โดยไม่เสียค่าผ่านประตูแต่อย่างไร หรือเข้าชมพิพิธภัณฑ์แก้ว ที่นี่นักท่องเที่ยวได้รับความสงบบนเกาะนี้ หนีความวุ่นวายจากเวนิสที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการเดินชมเมือง ชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่ ถ้าใครสนใจสถาปัตยกรรมก็สามารถเข้าชมโบสถ์ SS. Maria e Donato เป็นโบสถ์โรมานเนสค์ ที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 โบสถ์นี้ตั้งอยู่ริมคลองมีสะพานข้าม เป็นมุมที่สวยงามมาก
 
ตลาดน้ำบนเกาะ Murano
 
 
ผู้เขียน : ดร. สุพจน์ มานะลัภนเจริญ

จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Freiburg i. Br. ในเขตป่าดำ (Black forsest, Schwarzwald) มีชื่อทางการว่า Albert-Ludwigs-University Freiburg เป็นหนึ่งในสามมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในรัฐทางใต้ (Baden-Wuerttemberg): Tuebingen, Heidelberg และ Freiburg มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในช่วงการปฎิรูปศาสนา (Reformation) เป็น Protestant เป็นแหล่งชุมนุมของนักคิดนักเขียนในสมัยนั้น ที่เรียกว่า Humanist เช่น Erasmus แห่งเมือง Rotterdam
 


..Update : 09-Oct-2007
บริษัืท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด / N.S. Travel & Tours Co., Ltd. / E-mail: info@noomsaotours.com
Tel : 0 2246 5659 Fax : 0 2246 5658, 0 2248 8420, 0 2642 5555, 0 2640 0022