l HOME l About us l Group tour l MICE l Travel Gift Card l VIP Member Card l License No.11/0005 l
ทัวร์ในประเทศ
ทัวร์เครื่องบิน
ทัวร์รถ 5-6 วัน
ทัวร์รถระยะสั้น
Travel X
ทัวร์เพื่อนบ้าน
 
ทัวร์ต่างประเทศ
เอเซีย
ยุโรป
ออสเตรเลีย
อเมริกา
แอฟริกา
 

โรงแรม ที่พัก
 

ตั๋วเครื่องบิน
 

รถเช่า
 

F.I.T. แพคเก็จทัวร์
 

ทัวร์เรือสำราญ
 

สื่อกลางของผู้รักการท่องเที่ยว ถาม/ตอบ ปัญหาเรื่อง ทัวร์ ส่งข่าวสารทางการท่องเที่ยว คุยกับไกด์ ฟังไกด์คุย และอื่นๆ ตามแต่หัวใจรักท่องเที่ยว จะพาไป...
 
 
 
 
 

จันทร์-เสาร์ (09.00-18.00 น.)

ทัวร์ในประเทศ :
dc1@noomsaotours.com

ทัวร์ต่างประเทศ :
oc@noomsaotours.com
 
 
 
 
ชลบุรี: มุทิตาทัวร์
พิษณุโลก: เอเบิ้ลทัวร์
สมุทรสาคร:
สยามทัวร์ริสติก
มหาชัยบุคกี้ง

นครปฐม: ทรัพย์ตะวันทัวร์
 
 
Link Service

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ
แผนที่ทางหลวง ในประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติ ในเมืองไทย
พยากรณ์อากาศ ไทย+เพื่อนบ้าน
เวลาน้ำทะเลขึ้น-ลง แต่ละแห่ง


ต่างประเทศ
การท่องเที่ยว สิงคโปร์
การท่องเที่ยว ฮ่องกง
การท่องเที่ยว เกาหลี
การท่องเที่ยว ญี่ปุ่น
การท่องเที่ยว ออสเตรเลีย
การท่องเที่ยว นิวซีแลนด์
การท่องเที่ยว แคนาดา

ทำหนังสือเดินทาง(Passport)
วีซ่า ญี่ปุ่น
วีซ่า อเมริกา
วีซ่า อังกฤษ
วีซ่า ฝรั่งเศส
วีซ่า เยอรมัน
วีซ่า ออสเตรเลีย
วีซ่า นิวซีแลนด์

อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีทั่วโลก
พยากรณ์อากาศ อเมริกา
พยากรณ์อากาศ จีน


อื่นๆ
เว็บไซด์ วิกิพีเดีย (สารานุกรม)
Thailand at OyMap.com - a world directory

 
 
 
 
 
 
ทัวร์ยุโรป ยุค Renaissance 1
สวัสดีครับ บทความนี้จะเป็นบทความที่พาท่านท่องเที่ยวไปในถิ่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ในยุค Renaissance ที่อิตาลี ซึ่งถือเป็นยุคที่มีความรุ่งเรืองด้านศิลปะวิทยาการมากที่สุดยุคหนึ่งของยุโรป เต็มอิ่มกับสาระความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ..
 
โปรแกรมท่องประวัติศาสตร์ ศิลปะแห่งยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaisance)
ตอน :
ท่องแคว้น "Toscana" อิตาลี
10 วัน


บทนำ
แคว้น Toscana (engl. Tuscany) อยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศอิตาลี เป็นดินแดนติดกับเทือกเขา Apennin และทะเลเทียร์เรโน (Tirreno) แคว้น Toscana ประกอบด้วย 10 หัวเมืองใหญ่ (Province) ด้วยกัน: Massa-Carrara, Pisa, Lucca, Pistoia, Florence, Arezzo, Siena, Livorno, Grosseto และ Prato และหมู่เกาะ Elba, Giglio, Giannutri และ Capraia พื้นที่ทั้งหมดประกอบไปด้วยเทือกเขา 20% ที่ราบสูงเนินเขา 70% และที่ราบ 10% ด้วยเหตุนี้ Toscana จึงมีภูมิประเทศเนินเขาที่สวยงามมาก เสน่ห์ของแคว้นนี้เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นของไวน์ Chianti ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก
แคว้น Toscana เป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกันมาไปต่ำกว่า 2000 ปี อารยะธรรมแรกของดินแดนนี้เป็นของเผ่าชนที่พวกโรมันเรียกว่า Tusci หรือ Etruschi (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Etruscan ในที่นี้จะเรียกตามภาษาอิตาเลี่ยน) (ประมาณศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล) ชื่อนี้แผลงมาเป็น Toscana ในที่สุด ชนเผ่านี้มีอารยะธรรมที่เจริญมาก่อนโรมัน ชน Etruschi นี้ตั้งรกรากสร้างเมืองบนเนินและยอดเขา เพื่อเลี่ยงไข้มาลาเรียตามหนองน้ำในที่ราบ (ปี 1950 ยังมีรายงานว่าในแคว้นทอสคาน่ายังมีการระบาดของไข้มาลาเรียอยู่)

ในคริสตศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาลดินแดนนี้ตกอยู่ภายใต้ของอิทธิพลของจักรวรรดิโรมัน หลังจากที่พวกโรมันจัดการชลประทานทดน้ำออกจากตมและหนองในที่ราบให้แห้งลง เริ่มสร้างชุมชนเมืองขึ้น เมืองแรกๆของโรมันคือ Fiesole (ฟิ-เอ-โซ-เล) อยู่บนเนินเขาติดกับเมือง Florence, Volterra และ Arezzo เป็นต้น (อยู่ในโปรแกรมของทัวร์) ในเมืองเหล่านี้เรายังเห็นร่องรอยของอารยะธรรมโรมันอยู่ เช่น Amphitheater, Therme (อาคารสำหรับเป็นอาบน้ำสำหรับชนชั้นสูงของโรมัน) เป็นต้น เมืองโคโลนีของจักรวรรดิโรมัน (Imperium Romanum) ที่ตั้งในเวลาต่อมาคือ Pisa, Lucca, Pistoia และ Florence พร้อมกับถนนโรมัน 3 สายหลักที่เชื่อมระหว่างกรุงโรมและทางเหนืออิตาลีคือ Via Auelia, Via Cassia และ Via Clodia หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกดินแดนแห่งนี้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจักรวรรดิโรมันตะวันออกแห่ง Byzantine อิทธิพลของ Byzantine ซึ่งปรากฎอยู่บนงานสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ในดินแดนนี้

ในศตวรรษที่ 6 Toscana ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ Langobarde จากทางเหนืออิตาลี และอิทธิพลของ Chalermagne ตามลำดับ ในเวลาต่อมาเมืองหลักสำคัญต่างๆในแคว้นนี้อยู่ในความครอบครองศาสนาจักรโดยมีบิสชอฟเป็นผู้กินเมือง ในช่วงนี้แต่ละเมืองมีการะดมเสริมสร้างกำแพงป้อมปราการรักษาเมืองให้แข็งแกร่งขึ้น โดยสร้างเสริมจากกำแพงเมืองเก่าที่มีอยู่แล้ว กำแพงเมืองและป้อมปราการยังยืนตระหง่านคู่เมืองจนถึงทุกวันนี้ และเป็นลักษณะเด่นสัญลักษณ์คู่เมืองในดินแดน Toscana นี้ เช่น กำแพงเมือง Lucca, San Gimignano, Montepulciano เป็นต้น)

ในศตวรรษที่ 11 แคว้น Toscana เริ่มเจริญรุ่งเรืองด้วยทางการค้าและธุรกิจการเงินและการธนาคาร โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง Pisa, Arezzo และ Pistoia ปี 1062 เมือง Pisa เริ่มก้าวเข้าสู่มหาอำนาจทางทะเล และถือเป็นหนึ่งใน 4 เมืองท่ามหาอำนาจของอิตาลีในยุคกลาง นอก Genua Amalfi (อยู่ทางใต้ใกล้เมืองเนเปิ้ล) และ Venice ด้วยธุรกิจการค้าผ้าสิ่งทอกับเมืองใหญ่ๆทางตอนเหนือเช่นฝรั่งเศสและเมือง Brugge, Ghent หรือ Antwerp (เมืองของเบลเยี่ยมปัจจุบัน) ทำให้พ่อค้าเมือง Lucca, Pistoia, Florence และ Siena มีอำนาจทางเศรษฐกิจจนเป็นแหล่งกู้ยืมเงินให้กับสันตะปาปา แห่งวาติกัน ไกเซอร์แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เยอรมัน หรือกษัตริย์ของฝรั่งเศสเป็นต้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจเช่นนี้เป็นผลเนื่องมาจากพัฒนาทางการเมือง และสังคมของแคว้นนี้ เมืองหลักสำคัญต่างๆในแคว้นนี้ปกครองโดยคณะกรรมการเมืองที่เรียกว่า คอมมูน (commune) โดยเลือกกันเองจากประชากรในเมืองนั้น ด้วยเหตุนี้เมืองใหญ่ๆเช่น Florence (ตลอดจนเมือง Milan หรือ Venice ทางเหนืออิตาลีเป็นต้น) ถือเป็น “รัฐ” อิสระ และถือเป็นสาธารณะรัฐ (republic) แรกๆของประวัติศาสตร์ของยุโรปด้วย เงื่อนไขของโครงสร้างทางการเมืองและสังคมนี้ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมแห่งดินแดนนี้ด้วย โดยเฉพาะกลไกสำคัญในการก้าวสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (renaissance) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ และถือเป็นแหล่งก่อเกิดอารยะธรรมใหม่นี้แห่งแรกในประวัติศาตร์ยุโรปด้วย

แคว้น Toscana จึงถือเป็นถิ่นกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ เป็นการค้นพบของอารยะธรรมกรีกโบราณที่ถูกลืมไปเป็นศตวรรษ เงื่อนไขที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการค้นพบปรัชญาเพลโตใหม่ (ที่เมือง Florenceนี้ ดุกซ์ Cosimo I ได้ก่อตั้งสถาบัน platonica academia ในปี 1459 เป็นสถาบันที่ชุมนุม (forum) ของปราชญ์และนักคิดในทุกแขนงวิชามาถกกัน) เป็นยุคที่ก่อเกิดนักคิดที่เรียกว่า Humanist ที่มีความคิดว่า มนุษย์เราเป็นมาตรและศูนย์กลางของสรรพสิ่งในโลก เป็นยุคก่อเกิด “ประชาธิปไตย” (democratic) ความคิดใหม่นี้ทำให้เกิดสไตล์ใหม่ของงานศิลปะทุกแขนง ดนตรี และสถาปัตยกรรม เป็นสไตล์ที่ให้ความสำคัญของปัจเจกชน และที่เป็นลักษณะเฉพาะของการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของแคว้นนี้และของอิตาเลี่ยนคือ ไม่เพียงจะกลับไปหากฎเกณฑ์และความงามในอุดมคติของกรีกแต่เพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังเอาวัฒนธรรมดังเดิมท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานไปด้วย ซึ่งทำให้งานศิลปะทุกแขนงของอิตาลียั่งยืนและเป็นแม่แบบของศิลป์ของยุโรปและทั่วโลกด้วย
นั่นก็หมายถึงว่าเราจะได้ศึกษาชมงานศิลปะในยุคก่อน ไปในตัวด้วยเช่น ยุคของ byzantine, roman, medieval, romanesque, gothic, renaissance baroque etc. เราจะเข้าใจศิลปะใหม่นั้นจะยังยืน ก็ต่อเมื่อยืนอยู่บนรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตัวเอง นี่ถือเป็นจุดเริ่มที่สำคัญทำให้ยุโรปก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่มีความก้าวหน้าในวิทยาการที่ทุกด้านมาจนถึงปัจจุบัน เพราะตระกูล Medici (ตระกูลครองเมืองที่สำคัญของเมืองฟลอเรนซ์) มีรสนิยมที่ดีในการใช้ชีวิต (life style) ที่สำคัญประการสำคัญคือมีความเข้าใจในงานศิลป์ และเป็นองค์อุปถัมภกของศิลปินในการสร้างงานศิลปะใหม่ๆขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ใช้งานศิลป์เป็นอาภรณ์ประดับและเชิดชูฐานอำนาจบารมีของตนเองด้วย สุนทรียะศิลป์ใหม่นี้เป็นแม่แบบของผู้ปกครองและรัฐบาลยุโรปในยุคต่อๆมา โดยเฉพาะในฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
ในการท่องเที่ยวของเราจะชี้ให้เห็นว่าศิลป์ที่สำคัญต่างๆนั้นซ่อนความคิดอะไรเบื้องหลังบ้าง เพราะงานศิลป์เป็นผลิตผลและเป็นสิ่งที่ส่องให้เห็นวัฒนธรรมและความคิดของสังคมนั้นๆ โดยเราจะแบ่งเป็นสามแขนงใหญ่ๆคือ ปฏิมากรรม (เช่นงานของ Michaelangelo, Ghiberti, Pisano หรือ Donatello เป็นต้น) จิตรกรรม (เช่น Cimabue, Giotto, Duccio, Fra Angelico, Botticelli หรือ Filippo Lippi เป็นต้น) และสถาปัตยกรรม (Brunelleschi และ Alberti เป็นต้น)
นอกจากนี้เราจะได้ชมภูมิประเทศอันสวยงามของดินแดนแห่งนี้ที่มีวัฒนธรรมการปลูกไวน์มาเป็นพันๆปี เป็นดินแดนของไวน์ที่มีชื่อเสียงมากอย่าง Chianti ในขณะเดียวกันเราเข้าใจว่าภูมิประเทศนี้มีอิทธิพลอย่างไรกับศิลปินในการสร้างงานศิลป์ต่างๆในดินแดน Toscana โดยเฉพาะงานที่แสดงถึงภาพ landscape และการสร้างองค์ประกอบเน้นความลึก (perspective) ความมีมิติ (dimension) บริบทเหล่านี้เป็นลักษณะเฉพาะของงานศิลป์แห่งดินแดน Toscana ...
เป็นทางเดิมบนกำแพงเมืองlucca ชาวเมืองใช้เป็นที่เดินเล่นหรือลานจ็อกกิ้งกัน  


Concept
การท่องเที่ยว เปิดโลกกว้างต่างแดน พร้อมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การเมืองอย่างเป็นระบบของแต่และเมืองที่เยี่ยมชม เพื่อจะได้เข้าใจเบื้องหลังวัฒนธรรมของเมืองนั้นๆโดยตลอด เช่น เริ่มต้นจากความหมายชื่อเมือง ประวัติศาสตร์เมืองว่าตั้งขึ้นมาครั้งแรกเมื่อไร โดยจะเริ่มต้นที่ผังเมืองโรมโบราณก่อน เนื่องจากเมืองใหญ่แทบทุกเมืองในประเทศอิตาลีเป็นเมืองโรมันโบราณมาก่อน แล้วดูการขยายเมืองในยุคต่อๆมา เพราะยุโรปอนุรักษ์โครงสร้างผังเมืองในประวัติศาสตร์ช่วงต่างๆไว้ ทำให้เราสามารถติดตามและศึกษาการพัฒนาของเมือง เริ่มต้นจากเมืองโรมันจนถึงมาเป็นเมืองใหญ่ที่เรียกว่า metropole ในทุกวันนี้ และที่สำคัญคือ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของเมืองที่ผ่านมาในยุคต่างๆที่ควบคู่ขนานไปกับการพัฒนาของเมืองด้วย ตลอดจนประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมในยุคต่างๆของเมืองนั้นอาทิเช่น ปฏิมากรรม จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี หรือ ดนตรี ตลอดจนบุคคลสำคัญของเมืองอีกด้วยเช่น เจ้าครอง รัฐบุรุษ กวี และศิลปิน
อันดับต่อไปเราจะเข้ารายละเอียดเรื่องสถานที่สำคัญต่างๆของเมือง โบสถ์ อาคารที่มีความสำคัญต่างๆในทางสถาปัตยกรรม หรือ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ที่แสดงภาพวาดสำคัญไว้ นอกจากนั้นเราจะให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรายละเอียดต่างๆ (Motif) ของอาคารที่เป็นสื่อสัญลักษณ์แสดงออกถึงอำนาจบารมี (representation) การมองและเข้าใจภาพวาดจิตรกรรม ปฎิมากรรมเช่น สไตล์ของงานศิลป์ (romanesque, gothic renaissance เป็นต้น) การจัดองค์ประกอบของภาพ (composition) สัดส่วน (proportion) การใช้สีและแสงเงา ตลอดจนถึงเรื่องราวของงานศิลป์นั้นๆ (เรื่องของเทพต่างๆของกรีกโบราณ, mythology ตลอดจนเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิ้ล และ iconography ของนักบุญต่างๆ) ว่าองค์ประกอบเหล่านี้ว่าต้องการสื่ออะไรกับผู้ชม เราจะรับทราบความงามจากงานศิลป์ (aestheic) เหล่านี้ได้อย่างไรเป็นต้น
Concept ในการท่องเที่ยวใหม่นี้ นอกจากจะได้รับความผ่อนคลายสบายในการท่องเที่ยวแล้ว ในขณะเดียวกันก็จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆในต่างแดนอีกด้วย และจะได้เห็นยุโรปและอารยะธรรมตะวันตกด้วยมุมมองใหม่ และเป็นการเปิดโลกทัศนะใหม่ให้กับคนไทยด้วย ที่ใหม่อีกอย่างก็คือ จะ์ได้ชมเมืองต่างๆที่ชื่อเสียงมีความสำคัญแต่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากนัก

โปรแกรมท่องเที่ยว
Pazzi Capella ข้างโบสถ์ S. Croce (ซ้าย) ตระกูล Pazzi สร้างเพี่อเป็นที่เก็บศพประจำตระกูล โดยว่าจ้างให้สถาปัตย์นิก Brunelleschi ถือเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยเรเนซองส์ยุคแรกๆที่มีความสำคัญ และเป็นแม่แแบกับสถาปัตยกรรมต่อๆมา Pazzi Capella โดยเฉพาะในบริบทของสัดส่วน และเรียบง่าย
 
เป็นภาพของเมืองฟลอเรนซ์ ที่มองจากเนิน Piazzale Michelangelo เห็นโดม Ponte Vecchio และ Palazzo Vecchio เด่นเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง
 
เป็นภาพของ หอศิลป์ Uffici และ Palazzo Vecchio โดยมองจากปลายอาคารที่ริมแม่น้ำ Arno
 
สามสี่วันแรก ของรายการท่องประวัติศาสตร์ศิลปะอิตาลีนี้เราจะเริ่มต้นที่เมือง Florence ก่อน โดยจะศึกษาประวัติศาสตร์และดูโครงสร้างเมืองที่พัฒนามากว่า 2000 ปี Florence ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Arno และเป็นเมืองของโรมันมาก่อน (59 ก่อนคริสตกาล) ผังเมืองแรกนี้ยังรักษาจนมาถึงทุกวันนี้ เราจะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือลักษณะพิเศษของเมืองโรมัน (เพื่อเราจะได้เข้าใจลักษณะของเมืองอื่นๆที่เราจะได้เยี่ยมชมในวันต่อๆไป) กว่าสองพันปีมานี้เมืองฟลอเรนซ์มีการขยายผังเมืองและกำแพงเมืองออกไปถึง 7 ครั้ง (การเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้าย 1885-95) การขยายของเมืองนี้ควบคู่ไปกับการพลเมืองที่เพิ่มขึ้น การค้าและธุระกิจการเงินที่รุ่งเรืองจนก้าวมาสู่อำนาจทางเศรษฐกิจและทางการเมืองในศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ธนาคารต่างๆแห่งเมืองฟลอเรนซ์ตั้งสาขาทั่วยุโรป และเป็นแหล่งเงินกู้ที่สำคัญให้กับโป๊ปและไกเซอร์เยอมัน เป็นต้น เงินสกุลฟอเรนซ์ Fiorino d’oro เป็นที่เชื่อถือโดยทั่วไปเพราะมีความบริสุทธิ์ของทองมาก นอกจากเมืองฟลอเรนซ์นี้ยังขยายอิทธิพลเข้าครอบครองเมืองใหญ่ๆรอบข้างได้เกือบทั่วแคว้น: Pistoia (1329), Prato (1351), San Gimignano (1354), Volterra (1361), Arezzo (1380), Pisa (1406), Cortona (1411), Livorno (1420) และ Siena (1542)
ในขณะเดียวกันเป็นช่วงที่ Florence มีความรุ่งเรืองสูงสุดในด้านศิลปวัฒนธรรมอิตาลีและของยุโรปด้วย ยุคนี้เป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ภายใต้การนำของตระกูล Medici ที่มีอำนาจปกครองมามากกว่า 400 ปี ที่ส่งเสริมศิลปะและวิทยาการใหม่ (ด้วยตระกูลนี้มีรสนิยมที่ดีในการใช้ชีวิตที่หรูหราและฟุ้งเฟื้อ (life style)) และเข้าใจนำวิทยาการใหม่เหล่านี้มาเสริมบารมีอำนาจทางเมืองและของตระกูลของตัวเอง เมืองฟลอเรนซ์จึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่ทุกมุมของถนนจะมีศิลปวัตถุให้ชื่นชมและศึกษา จนเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอิตาลีด้วย ด้วยเหตุนี้เมือง Florence จึงได้ถูกเลือกเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีในช่วงปี 1865-71
ปัจจุบัน Florence แบ่งการบริหารออกเป็น 4 เขตคือ Quartiere di San Giovanni, Quartiere di Santa Maria Novella, Quartiere die Santa Croce และ Quartiere die Santo Spirito
เมือง Florence เริ่มด้วยอารยะธรรมของคริสต์ศาสนา โบสถ์คริสต์แรกๆที่ตั้งขึ้นในเมืองนี้เช่น San Miniato al Monte, Baptistierum และ San Lorenzo เป็นต้น โบสถ์เหล่านี้ถือเป็นแม่แบบทางสถาปัตยกรรมในยุคต่อๆมาของเมืองนี้ ในทางวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกว่า “Protorenaissance“ (งานแม่แบบของ Renaissance) เช่นงานสถาปัตยกรรมของ Brunelleschi (ยอดโดมของ Santa Maria del Fiore, โบสถ์ San Lorenzo เป็นโบสถ์ประจำตระกูล Medici, อาคารสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า Ospidale di Innosenti, โบสถ์ Santo Spirito ฯลฯ) หรือ Alberti (Santa Maria Novella) เป็นต้น เราจะเห็นว่าสถาปนิกในยุค Renaissance เอาลักษณะที่สำคัญของโบสถ์ (Motif) มาประยุคผสมกับสถาปัตยกรรมของกรีกโบราณ ในงานสถาปัตยกรรม Renaissance (ทั้งโบสถ์และอาคารต่างๆในเมืองนี้) ในขณะเดียวกันก็ยังเอาสไตล์ของงานศิลป์ของเมืองสำคัญรอบข้างเช่น Volterra, Pisa เป็นต้น เข้ามาผสมผสานด้วย (เพราะฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่พัฒนาล่ากว่าเมืองรอบข้าง) นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สไตล์ของศิลปะและสถาปัตยกรรมของฟลอเรนซ์ป็นเอกภาพ (unique) และ เป็นเอกลักษณ์ของอิตาลีด้วย
เราจะศึกษาดูการพัฒนาของการสร้างวัดและโบสถ์ (San Miniato al Monte, Baptisterium, Santa Maria del Fiore, Ospidale di Innocenti, Santa Maria Novella, San Lorenzo, Santo Spirito, Santa Croce และอาคารต่างๆ (Palazzo Vecchio, Palazzo Medici, Palazzo Strozzi etc.) ตลอดจนดู งานปฎิมากรรมเช่น David ของ Michealangelo, Judith ของ Donatello, และภาพวาด ตลอดจนภาพวาดบนผาผนัง (fresco) ในโบสถ์และพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะในหอศิลป์ Uffici, Academia หรือ Palazzo Pitti (เช่นงานจิตรกรรมของ Botticelli, Paolo Ucello, Fra Angelico, Michaelangelo etc.) เป็นต้น หลังจากศึกษาและเข้าใจศิลปะและสถาปัตยกรรมของอิตาลีตอนกลางโดยสังเขปแล้ว เราจะเริ่มออกไปดูเมืองสำคัญต่างๆ
สถานที่ชมหลัก: โดม Dom-Baptisterium-Campanile, ศาลากลางเมือง Piazza della Signoria: Palazzo Vecchio, Loggia dei Lanzi และ Uffici
โบสถ์ที่สำคัญ S. Miniato al Monte,, S. Croce, S. Lorenzo, S. Spirito, S. Maria Novella, S. Maria del Carmnie, Or S. Michele
อาคารที่สำคัญ Palzzo Medici/Riccardi, Palazzo Pitti, Palazzo Rucellai, Palazzo Strozzi Palazzo Vecchio
พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ที่สำคัญ Accademia, Bargello, Palazzo Pitti, Uffici
โดมแห่งเมือง Pisa พร้อมทั้ง หอระฆังเอนที่มีชื่อเสียง กลมๆอยู่หน้าโดมคือ Baptisterio หอที่ใช้ทำพิธีเจิมหัว (baptise) ของผู้ที่จะเป็นคริสเตียน (Saint John the Baptise เป็นผู้เจิมศรีษะพระเยซู ที่แม่น้ำจอแดน เพราะฉะนั้น หอนี้จึงมีชื่อเรียกว่า San Giovanni Baptisterio (ภาษาอิตาเลี่ยน) ถ้าสังเกตุดีๆหอนี้ก็จะเอนด้วย เพราะที่ตรงนี้เป็นที่ลุ่มเลนที่ตื้นเขิน (ตรงนี้เป็นทะเลมาก่อน) ปัญหาเหมือนเมืองไทย เพราะในสมัยนั้นยังไม่ได้คิดวิธีลงเสาเข็ม
 
วันที่ 5 Pisa เป็นหนึ่งในสี่เมืองท่าที่สำคัญของอิตาลีในยุคกลาง (Pisa, Amalfi, Genua และ Venice) คำว่า Pisa มาจากคำละติน Pisae ซึ่งเป็นคำที่แผลงมาจากคำดั้งเดิมของกลุ่มชน Etruschi อีกทอดหนึ่ง ซึ่งแปลว่า บรรจบ ซึ่งหมายถึงเป็นเมืองที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกันคือ คือ Arno และ Serchio
Pisa เป็นเมืองมหาอำนาจทางทะเล และมหาอำนาจการทหารและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจมาก่อนเมืองฟลอเรนซ์ ความเป็นมหาอำนาจทางทางเศรษฐกิจนี้แสดงออกกลุ่มงานสถาปัตยกรรมอันใหญ่โตเช่น Dom Santa Maria Assunta (1063) หอทำพิธีเจิม Baptisterium (1157) และหอระฆัง(เอน) Campanile (1173) บนหอนี้ Galileo Galilei ได้ใช้เป็นที่พิสูจน์ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงโลก และสุสาน Camposanto (1278) ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ด้วยกันที่ลาน Piazza dei Miracoli ถ้าเราอยู่ในสถานที่จริงแล้วจะเห็นทุกอาคารนั้นเอนทั้งนั้น เพราะพื้นที่นี้เป็นตมเลนที่ตื้นเขินจากตะกอนของแม่น้ำสองสาย เกยตื้นลึกเข้ามาจากปากอ่าวทะเลถึง 11 กิโลเมตร เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือและทำให้เมืองท่าหมดความสำคัญลงไป เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เมืองปิซ่าเสื่อมอำนาจลงคือในปี 1284 Pisa พ่ายแพ้ศึกทางทะเลกับมหาอำนาจเมืองเจนัว
เนื่องจากความที่เป็นเมืองท่าสำคัญ Pisa จึงเป็นประตูเปิดรับอารยะธรรมจากต่างแดนเข้ามามาก เราสามารถอ่านได้จาก Motif ของสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้เช่นสไตล์ของ การสร้างโบสถ์คริสต์ในยุคแรกๆ, สไตล์ของ Byzantine และอิสลามด้วย
แต่งานศิลปะของเมือง Pisa ยึดอยู่กับสไตล์โกธิคเป็นหลัก ปฏิมากรที่มีชื่อเสียงคือ ตระกูล Pisano ที่เราจะได้ชื่นชมงานในโบสถ์แห่งนี้ในโดมนี้เช่นเราจะได้ชมแท่นเทศนา (pulpit) งานศิลป์ชิ้นเยี่ยมของ Nicola Pisano (1259/60) ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะแห่งดินแดน Toscana
Lucca (ลุกก้า) เป็นเมืองของชน Etruschi ที่เรียกเมืองของตัวเองว่า “Luk” ซึ่งเป็นว่า “ที่ราบลุ่มที่เป็นตมหนอง” พวกโรมันเรียกต่อมาว่า Lucca พวกโรมันได้ตั้งเมืองนี้เป็นโคโลนีประมาณปี 180 ก่อนคริสตกาล .ในช่วงที่ Pisa เป็นมหาอำนาจทางทะเลนั้น Lucca เป็นเมืองสำคัญอุตสาหกรรมผ้าไหม ดิ้นทอง และอุตสาหกรรมตีทองเปลว ทำให้เมืองมีความมั่งคั่งขึ้นมา Lucca เป็นเมืองเดียวที่รักษาความเป็นอิสระไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของเมืองฟลอเรนซ์ เมืองนี้ล้อมรอด้วยกำแพงเมืองที่มีความแข็งแกร่งมาก เราจะได้เห็นว่าเมืองต่างๆในยุคกลางของอิตาลีและยุโรปจะมีลักษณะเช่นนี้ แต่ต่างจากเมืองฟลอเรนซ์ตรงที่เมืองนี้ไม่ได้ขยายออกโดยการต่อยกำแพงเมืองทิ้ง บนกำแพงนี้ปัจจุบันใช้เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของคนในเมือง
เราจะได้ชมร่องรอยของอารยะธรรมโรมันที่พอจะยังหลงเหลืออยู่ เช่นสถานที่ตั้งของ Amphitheater (Piazza Mercato) ต่อมาชาวเมืองเอาโครงสร้างนี้เป็นโครงที่อยู่อาศัย
โดมของเมืองนี้สถาปัตยกรรมเด่นเฉพาะ ที่หน้าบันของโดมเป็นเสากลมเรียงกันเป็นชั้น motif นี้จึงเรียกว่า สไตล์ lucchese
นอกจากนี้เราจะได้ชมบ้านเกิดของคีตกวีอุปรากรที่สำคัญของอิตาลี Giaccomo Puccini ผู้แต่งอุปรากรเรื่อง Madame Butterfly, Tosca, Turandot หรือ Gianni Schichi (เรื่องโปรดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี) เป็นต้น
สถาที่ชมหลัก โดม Dom San Martino โบสถ์ San Michele in Foro, San Frediano, หอคอย Palazzo Guinigi, ลาน Piazza Mercato และกำแพงเมือง
โดม Siena มองจาก Palazzo Publico จะเห็นว่าโดมตั้งอยู่อีกยอดเนินหนึ่ง เห็นได้แต่ไกล
 
โดมเมือง Siena กับหอระฆัง (Campanile)
 
หน้า Dom ของเมือง Siena
 
วันที่ 6 โปรแกรมการเดินทางต่อไป เราจะเริ่มเข้าสู่ทางตะวันออกดินแดนลึกเข้าไปติดกับเทือกเขา Apennin ที่ตั้งของเมืองเหล่านี้จึงตั้งอยู่บนเนินเขาด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ เมืองเหล่านี้ต้องแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการชลประทาน ด้วยเหตุนี้เมืองเหล่านี้จึงมีวิศวกรรมที่ขึ้นชื่อมากที่สามารถทดน้ำจากที่ราบผ่านอุโมงค์ขึ้นมาใช้บนเขาหล่อเลี้ยงพลเมือง ที่เมือง Siena (เซียนา) เราจะได้เห็นว่าท่อทดน้ำนี้ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เนื่องจาก Siena จะต้องปกกันภัยการรุกรานจากเมือง Florence จึงมีตำราสร้างอาวุธยุทโธปกรต่างๆมากมาย (เช่นเดียวที่เรารู้จักจากงานของ Leonardo) เมือง Siena เป็นเมืองที่ใหญ่รองจากเมืองฟลอเรนซ์ สามารถต้านอำนาจของฟลอเรนซ์ได้จนถึงปี 1542 ในขณะที่เมืองรอบข้างอยู่ใต้อาณัติของฟลอเรนซ์ไปแล้วกว่าหนึ่งร้อยปี ความเป็นมหาอำนาจของเมืองนี้เราจะเห็นได้จากอาคารที่การเมือง Palazzo publico ลานหน้าศาลากลางอันใหญ่โต Piazza del campo ที่ใช้เป็นที่แข่งม้าระหว่างชุมชนต่างๆในเมือง (Palio)
และ Dom ที่มีชื่อเสียง Siena เหมือนเมือง Pisa สืบทอดประเพณีของสถาปัตยกรรมและงานศิลป์สไตล์โกธิค เช่นโดม และภาพวาดในสไตล์โกธิคที่มีชื่อเสียงคือ Duccio เป็นต้น ที่ตัวอาคารโดม (เริ่มก่อสร้างประมาณปี 1210 โดยสกุลช่างจากเมือง Pisa เช่น Giovanni Pisano) และหอระฆัง (campnile) เราจะได้ชมศิลปะการใช้หินอ่อนสลับเป็นลายดำขาว ในโดมเราจะได้เห็นศิลปะการฝังหินอ่อนสีต่างๆเป็นเรื่องราวของคริสตศาสนา ปฏิมากรรมโกธิคอิตาลี ศิลปะโกธิคนั้นเริ่มต้นในประเทศฝรั่งเศส แล้วได้แพร่ออกไปทั่วยุโรป โดยผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่นนั้นเช่นที่โบสถ์ของเมืองเซียน่านี้และเมืองอื่นๆในแคว้นทอสคานา สไตล์โกธิคที่กลมกลืนผสมกับศิลปะท้องถิ่นที่นี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “international Gothic” นอกจากนั้นเราจะไดมห้องสมุดที่สำคัญ Libreria Piccolomini ที่คาร์ดินาล Francesco Todeshini Piccolomini สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับ เป็นสันตะปาปา พิอุศที่สอง (Pius II ชื่อเดิมของท่านคือ Enea Silvio Piccolomini 1405-1464) ซึ่งถือเป็นโป๊ปฮูมานิสท์ที่สำคัญในเรเนซองซ์ ผู้สร้างนี้ (cardinalFrancesco Todeshini Piccolomini) ต่อมาได้เป็นสันตะปาปา พิอุสที่สาม (Pius III) ในห้องสมุดนี้เราจะได้ชมจิตกรรมฝาผนัง (Fresco) บรรยายชีวประวัติของ Pope Pius II.
นอกจากนี้เราจะได้เข้าชมหอศิลป์แห่งชาติ Pinacoteca Nationalae และ พิพิธภัณฑ์ Museo dell’ Opera Metropolitana ที่เก็บรักษางานศิลป์ที่สำคัญของเมืองไว้เช่นผลงานภาพวาดที่เรียกว่า Maest? ของ Duccio
สถานที่ชมหลัก ลาน Palazzo Publico, โดม Santa Maria, พิพิธภัณฑ์ Museo dell’Opera Metropolitana Pinacoteca Nazionale, โบสถ์ San Domenico และ Santa Maria dei Servi
สภาพภูมิประเทศรอบข้างมองจากเมือง Volterra จะเห็นได้ว่าเมืองนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงชันมาก
 
ซาก Amphitheater ของโรมันในเมือง Volterra
 
ภาพของ Fiorentino Rosso ผลงานชิ้นเอกในยุคเรเนซองส์ อยุ่ในพิพิธภัณฑ์เมืองนี้ เป็นภาพที่แสดงออกเหมือนจริงมาก ร่างพระเยซูที่แสดงออกถึงการสิ้นสติจริงๆ และการเศร้าโศกของพระแม่มาเรีย ส่วนสาวกที่กำลังถอดร่างลงจากไม้กางเขนนั้น กำลังแสดงอารมณ์เคร่งเครียด จากหน้าตาและท่าทาง การใช้สีและแสงเงาเป็นแบบเฉพาะของสำนักแห่งเมืองฟลอเรนซ์ (ในสมัยนั้นศิลปินจะต้องผสมสีเอง ยังไม่มีขายตามมุมถนน เฉพาะนั้นแต่ละสำนักจะมีวิธีการผสมของตัวเอง สีของสำนักฟลอเรนซ์จะต่างกับสำนักเวนิส เป็นต้น) สไตล์ของภาพวาดนี้ เรียกว่าเป็นสไตล์ Manierism เป็นช่วงเข้าปลายเรเนซองส์
 
san gimignano ซาน จิมินญาโน

วันที่ 7
San Gimignano (ซาน จิมิญาโน) อยู่ทางตะวันตกของเมือง Siena เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่บนเนินล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองสมัยศตวรรษที่ 11 เมืองนี้ได้รับการยกให้เป็นมรดกโลกภายใต้ความคุ้มครองของ UNESCO ในยุคกลางเมืองนี้ร่ำรวยด้วยการค้าผงขมิ้นที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าไหม
ลักษณะที่สำคัญของเมืองนี้คือ สภาพของเมืองไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยกลาง ลักษณะเด่นของเมืองนี้คือ 15 หอคอยในสมัยกลางที่ยังหลงเหลืออยู่ (จากทั้งหมด 72 หอคอยด้วยกัน) บางหอคอยเปิดให้ขึ้นไปชมได้ เราจะได้เห็นทิวทัศน์รอบๆเมือง ในสมัยกลางจะใช้เป็นหอสังเกตการณ์ข้าศึก และในยามสงบใช้เป็นหอคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้านที่เป็นคู่อริกัน เราสามารถสร้างจินตภาพได้ว่าในเมืองใหญ่ๆในยุคกลางเช่นฟลอเรนซ์จะมีสภาพเช่นนี้ ตามคาดประมาณเมืองฟลอเรนซ์มีทั้งหมด 170 หอด้วยกัน เนื่องจากหอคอยสูงๆเหล่านี้เป็นเหตุทำให้การทะเลาะวิวาทระหว่างตระกูลรุนแรงมากขึ้น จึงมีการออกกฎหมายในปี 1254 ให้ลดความสูงเหลือเพียง 38 เมตร ที่เมืองฟลอเรนซ์ยังพอหลงให้ชมบ้าง
นอกจากนี้เราจะได้ชม fresco ที่สำคัญในโบสถ์ Collegiata Santa Maria Assunta แสดงเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิ้ล และ fresco ในโบสถ์ Sant’ Agostino บรรยายชีวประวัตินักบุญ Augustinus (ผู้ก่อตั้งนิกาย Agustinus) ที่สร้างสรรค์โดยจิตรกร Benozzo Gozzoli จิตรกรที่สำคัญคนหนึ่งในยุคเรเนซองซ์ และเป็นจิตรกรวาดโปรแกรม fresco ใน Palazzo Medici ที่เมืองฟลอเรนซ์
สถานที่ชมหลัก โบสถ์ Collegiata Santa Maria Assunta , Sant’ Agostino ลาน Palazzo del Popolo
Volterra (โวลแทร์ร่า) เป็นเมืองขนาดเล็กอยู่ที่ตะวันตกของเมือง Siena และอยู่ใต้ San Gimignano ลงไปอีก เมืองนี้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงขึ้นไปอีก ระหว่างทางขึ้นไปคดเคี้ยว เราจะเห็นภูมิประเทศเป็นเนินกว้างยาวเป็นสุดสายตาเช่นทางเหนือของประเทศไทย และปัญหาการทรุดของหน้าดิน เพราะการถ่างป่าเพื่อการเกษตร
Volterra เป็นเมืองของพวก Etruschi และโรมันมาก่อน ที่เมืองนี้เราจะได้เห็นร่องรอยอารยะธรรมนี้ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดี Museo Archeologico และของโรมันด้วยเช่น Amphitheater เป็นต้น
Volterra ตกอยู่ใต้การปกครองฟลอเรนซ์ในปี 1472 ลักษณะเด่นของเมืองนี้คือ อาคารที่ทำการเมือง Palazzo dei Priori ซึ่งเป็นแม่แบบของ Palazzo Vecchio ในเมืองฟลอเรนซ์ เมืองนี้ยังเก็บรักษาภาพวาดสำคัญของ Fiorentino Rosso ที่สำคัญของเรเนซองซ์และปฏิมากรรมพระเยซูตรึงไม้หล่อด้วยทองสำริดของ Giambologna ในพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ Diocesano d’ Arte Sacra
นอกจากเมืองนี้มีประเพณีงานฝีมือที่ขึ้นชื่อคือการสลักหิน Alabaster ว่ากันว่าเป็นประเพณีตกทอดมาจากพวก Etruschi ปัจจุบันในเมืองมี workshop Alabaster มากกว่า 100 โรง เราจะเห็นปฏิมากรรม David ของ Michaelangelo หรือหอเอนปิซ่า วางขายกราดเกลื่อนทั่วไปในเมืองนี้
สถานที่ชมหลัก Palazzo dei Priori พิพิธภัณฑ์ Museo Diocesano d’Arte Sacra โบสถ์ Santa Maria Assunta ลานโบราณสถานโรมัน
เมือง Arezzo ลานหลังโดม เป็นลักษณะเฉพาะของโบสถ์สร้างในสมัยโรมันเนสก์ ที่ไม่ถูกดัดแปลงเสริมแต่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา เหมือนโบสถ์ทั่วไป จึงเป็นแม่แบบในการศึกษา
 
วันที่ 8 Arezzo (อาเรซโซ่) เป็นเมืองเก่าที่มีร่องรอยอารยะธรรมของ Etruschi มากมาย
จากหลักฐานซากโบราณวัตถุที่ขุดพบในเมืองนี้แสดงถึงหลักฐานว่าเมืองนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล และยังเป็นเมืองสำคัญของจักรวรรดิโรมันด้วย ในสมัยกลางเมืองนี้ตกอยู่ใต้การปกครองของบิสชอฟ ในปี 1384 เมืองนี้ถูกขายให้กับเมืองฟลอเรนซ์ จึงทำให้เมืองพัฒนาไปตามเมืองแม่ ศิลปิน สถาปนิกสำคัญจากฟลอเรนซ์ได้เข้ามาสร้างเมือง เมืองนี้มากมายไปด้วยงานศิลปะของเรเนซองซ์ และที่สำคัญคือเป็นบ้านเกิดของ Giogio Vasari (1511-74) นักทฤษฎีศิลปะที่สำคัญในสมัยเรเนซองซ์ ซึ่งเป็นผู้บรรยายและสรุปประวัติศาสตร์อิตาลีว่าเป็นยุคที่เบ่งบาน เป็นยุคที่เกิดใหม่ (renascita) หรือที่เรารู้จักในคำของฝรั่งเศสว่า Renaissance นั่นเอง ซึ่งหมายถึงว่า การเกิดใหม่ของศิลปะวิทยาการของอารยะธรรมกรีกโบราณ และเมืองนี้ยังเป็นบ้านเกิดของกวี นักคิด Humanist ที่สำคัญของโลก คือ Petrarca อีกด้วย เพราะฉะนั้นเมืองนี้จึงมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากในด้านอักษรศาสตร์ สถาบันบัณฑิต Accademia Petrarca die Lettere, Arti e Scienze ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
ในเมืองนี้เราจะได้ชม fresco ที่สำคัญของ Piero della Franceca ในโบสถ์ San Francesco ที่เพิ่งจะเสร็จจากการบูรณะเป็นเวลาหลายปี ความสำคัญของงานวาดนี้อยู่ที่มิติลึกของภาพ โดยจะเลี่ยงการใช้แนวเส้นของสถาปัตยกรรมในภาพที่นำสายตาผู้ชมให้เห็นความลึก หรือการจัดองค์ประกอบของภาพโดยใช้สัญลักษณ์ของตัวเลข หรือทางศาสนา แสดงออกถึงความหมายของภายเป็นต้น ในโบสถ์ San Domenico เรายังได้เห็นภาพวาดพระเยซูตรึงไม้กางเขน (cruxific) ของ Cimabue งานนี้เรายังเห็นอิทธิพลของ Byzantine ที่ฝังรากแน่นในศิลปะแห่งสำนัก Toscana นอกจากนี้เราจะได้ชมโบสถ์ดั้งเดิมคู่เมืองคือ Pieve die Santa Maria Assunta (1008) เป็นโบสถ์อยู่ในสไตล์ romanesque ที่รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมของโบสถ์ที่เมือง Lucca เข้ามา
สถานที่ชมหลัก โดม โบสถ์ San Francesco, Pieve Santa Maria Assunta, San Domenico บ้านเกิด Vasari Casa di Giorgio Vasari
เมือง Montepulciano มองจากตีนเขา (จะเห็นหอคอยของศาลากลางเมือง) พร้อมทั้งโบสถ์ San Baggio สถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญในสมัยเรเนซองส์
 
อีกมุมมองหนึ่งของ เมือง Montepulciano พร้อมทั้ง San Baggio
 
ภูมิประเทศในบริเวณเมือง Pienza เป็นภูมิประเทศที่พบเห็นได้ในแคว้น Toscana เท่านั้น จะเห็นวิวล่าอยู่ยอดเนิน ล้อมรอบด้วยต้นสนกันแดด
 
วันที่ 9 Montepulciano (มอนเตพูลเชียโน่) เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่บนเนินเขาเช่นกัน เราจะเดินซะขึ้นไปตามถนนเล็กๆเพื่อเข้าในเมือง ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็กแต่เป็นเมืองยังรักษาสภาพเก่าไว้ดีมาก เช่นป้อมปราการของกำแพงบนเขา สภาพผังเมืองในสมัยกลาง ซึ่งถือได้ว่าทั้งเมืองคือ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ภายในเมืองมี Palazzo ในสมัยเรเนซองซ์ ที่สร้างโดยสถาปนิกที่สำคัญในยุคนั้นเช่น Antonio da Sangallo หรือ Michelozzo เป็นต้น และโบสถ์ในสมัยบาโร้ค
ที่เนินเขามีโบสถ์ในสมัยเรเนซองซ์ที่สำคัญมากคือ Madonna di San Biagio (โบสถ์พระแม่คุ้มครองผู้สัญจร) สร้างโดย Antonio di Sangallo (1518-40) ผังอาคารเป็นรูปไม้กางเขน สถาปัตยกรรมภายในตัวอาคารรับอิทธิพลจาก Bramante ผู้สร้าง St. Peter ของโรม (1506)
สถานที่ชมหลัก ลาน Piazza Grande โดม Dom, ศาลากลางเมือง Palazzo Communale และ Madonna di San Biagio
Pienza (เพียนซ่า) อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมือง Montepulciano เป็นเมืองสร้างใหม่ตามอุดมคติของเรเนซองซ์ เมืองนี้ตั้งอยู่บนยอดเขามีชื่อเดิมว่า Corsignano (คอร์ซิญาโน) เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของ Enea Silvio Piccolomini หรือ โป๊ปสันตะปาปา Pius II. ท่านจึงได้ดำริให้สถาปนิก Bernardo Rosselino สร้างเมืองตามอุดมคติ (ideal) ของเรเนซองซ์ ที่บ้านเกิดของท่าน โครงการนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่สันตะปาปามีบทบาทในการวางผังเมืองสมัยใหม่ ผังเมืองนี้ถือเป็นแม่แบบของการสร้างใหม่ๆในเวลาต่อมา ศูนย์กลางของเมืองเป็นที่ตั้งของอาคารต่างๆที่บทบาทและอิทธิพลในการบริหารเมือง ตามแผนผังเราจะเห็นโดม (1460-62) อยู่ตรงกลาง ทางขวามือคือ Palazzo Piccolomini (1460-62) บ้านของตระกูล Piccolomini ทางซ้ายมือคือ Palazzo Vescovile ที่ทำการของบิสช้อฟ (Episcopal) ตรงข้ามโดมคือ (ฝ่ายศาสนาจักร) Palazzo communale ศาลากลางเมือง (ฝ่ายพลเรือน)
วิทยาการใหม่ที่ใช้ในการสร้างเมืองคือ perspective ถ้าเราไปยืนอยู่ที่ลานข้างหน้านี้จะรู้สึกว่าอาคารต่างๆนั้นใหญ่โตมหาศาลตั้งอยู่ที่ข้างหน้า เพราะจุดรวมศูนย์ของ perspective นั้นอยู่ข้างหลังของผู้มอง ไม่อยู่ข้างหน้าตามทฤษฏี effect นี้ได้นำใช้ที่เมืองไทยเช่นกันที่ลานหน้าวัดเบญจมบพิตร
Dom Santa Maria Assunta สร้างในปี 1460-62 โดย Rosselino มีจุดหน้าสนใจคือตั้งอยู่บนจุดที่วันที่ 21 มีนาคม และ 23 กันยายน ของทุกปี (ซึ่งเป็นวันที่กลางวันและกลางคือจะยาวเท่ากัน) เวลาเที่ยงวันเงาของโดมจะปิดบังลานหน้าโดมหมดพอดี นั่นหมายความว่าตัวอาคารโดมเปรียบเสมือนนาฬิกาแดดไปในตัว ยังมีจุดที่น่าสนใจคือตัวอาคารของโดมไม่ได้ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกและตกตามเข็มทิศปัจจุบัน ตามหลักการสร้างโบสถ์โดยทั่วไป (ดูในรูป) แต่เยื้องคลาดเคลื่อนออกไปทางตะวันออก 12 องศา 30 ลิปดา นั่นหมายความว่าในสมัยนั้นเขายังใช้ปฏิทินเก่า (Julian calender) ไม่ใช่เกรกอเรี่ยนในปัจจุบันนี้
และจุดน่าสนใจที่สำคัญประการสุดท้ายคือ ถ้าเราได้ไปยืนอยู่ลานหน้าโดม จะรู้สึกได้ว่ามีลมโชยพัดเข้ามาตามช่องต่างๆของอาคาร เป็นการระบายอากาศในตัวเมือง เพราะการสร้างเมืองนั้นเขาจะพิจารณาถึงทิศทางลมด้วย ซึ่งเป็นหลักการที่ตกทอดมาจากการสร้างเมืองโรมัน เพราะพวกโรมันถือว่าโรคระบาดต่างๆนั้นลมเป็นสื่อนำพาไม่ใช่เป็นเพราะความสะอาดสุขพลานะมัย
สถานที่ชมหลัก โดม Santa Maria Assunta และ Palazzo Piccolomini
  วันที่ 10 สุดท้ายเดินทางกลับ อาจเสริมโปรแกรมระหว่างทางได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับตารางเครื่องบิน

วัน สถานที่ พักที่
วันที่ 1
ถึงสนามบิน Fiumicino Roma เดินทางเข้าสู่เมือง Florence (ประมาณ 3 ชั่วโมง) Floence
วันที่ 2
Florence: ลาน Piazzale Michelangiolo, โบสถ์ San Miniato al Monte, โดม Santa Maria del Fiore, Baptisterium (หอเจิม) และ Capanile (หอระฆัง), ศาลากลางเมือง Palazzo Vecchio, หอศิลป์ Uffici (อาคารที่ทำการราชการ) Florence
วันที่ 3
Florence: หอศิลป์ Palazzo Pitti, , โบสถ์ Santo Spirito, หอศิลป์สถาบันศิลปะแห่งชาติ Academia, Ospidale di Innosenti (อาคารสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเก่า) Florence
วันที่ 4
Florence: พิพิธภัณฑ์ Bargello (ที่ทำการราชการเก่า), โบสถ์ Santa Croce: ศาลาของตระกูล Pazzi, Pazzi Capella, โบสถ์ San Lorenzo ประจำตระกูล Medici, โบสถ์ Santa Maria Novella ตลอดจน Palazzo ประจำตระกูลต่างๆเช่น Palazzo Medici, Palazzo Strozzi, Palazzo Pazzi etc. Florence
วันที่ 5
Pisa: กำแพงเมือง, Dom ประตูหล่อจากทองสำริดผลงานของ Bonanus da Pisa, แท่นหอเทศนาของ Giovanni Pisano, ภาพวาด Agnes ของ Adrea del Sarto, Baptisterium mit roman. Portalskulpturen, งานปฎิมากรรมแห่งสำนักช่าง Nicola และ Giovanni Pisano, เช่น หอเทศนาที่สลักจากหินอ่อนของ Nicola Pisano, Camposanto, Campanile (หอเอนปิซ่า)
Lucca: กำแพงเมือง, โดม Dom, ลานศาลาหน้าที่ทำการเมือง Piazza Napoleone mit ehem. Palazzo Ducale, ลานตลาด Piazza del Mercato ที่ตั้งบนทราก Amphitheater ของโรมัน
Florence
วันที่ 6
Siena: Palazzo Pubblico, Piazza del Campo, Dom mit Fu?boden aus szenischen Marmor-Intarsien, Chorfenster von Duccio, Marmor-Kanzel von Niccola Pisano, Bronze-Statue Jonannes’ d. T. von Donatello, ห้องสมุด Piccolomini, แท่นบูชาตระกูลPiccolomini, Doumo Nuovo, Museo del l’Opera Metropolitana Siena
วันที่ 7
San Gimignano: Stadtanlage mit 15 erhaltenen Geschlechtt?rmen, Piazza della Cisterna, Palazzo del Popolo, S. Agostino mit Marmor Altar vonBenedetto da Maiano, Hochaltarbild der Marienkr?nung von Piero Pollaiuolo und Chorfesken von Benezzo Gozzoli
Volterra: Piazza dei Priori, Palazzo dei Priori, Dom, Pinacoteca Comunale Kreuzabnahme von Rosso Fiorentino, Amphitheater
Siena
วันที่ 8
Arezzo: San Francesco mit Freskenzyklus von Piero della Francecao, S. Domenico mit Kruzifix von Cimabue, บ้านของ Vasari, Dom Siena
วันที่ 9
Montepulciano: Piazza Grande mit Dom, Palazzi Comunale, S. Agostino, S. Bagio Zentralbau
Pienza: เมืองในอุดมคติของ Renaissance: ลาน Piazza Pio II., Palazzo Piccolomini, โบสถ์ประจำเมือง cattedrale และที่ทำการของบิสชอป Palazzo canonici
Siena
วันที่ 10
ออกเดินทางจาก Siena กลับสู่กรุงโรม สนามบิน Fiumicino Roma  
ผู้เขียน : ดร. สุพจน์ มานะลัภนเจริญ

จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Freiburg i. Br. ในเขตป่าดำ (Black forsest, Schwarzwald) มีชื่อทางการว่า Albert-Ludwigs-University Freiburg เป็นหนึ่งในสามมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในรัฐทางใต้ (Baden-Wuerttemberg): Tuebingen, Heidelberg และ Freiburg มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในช่วงการปฎิรูปศาสนา (Reformation) เป็น Protestant เป็นแหล่งชุมนุมของนักคิดนักเขียนในสมัยนั้น ที่เรียกว่า Humanist เช่น Erasmus แห่งเมือง Rotterdam
 


..Update : 09-Oct-2007
บริษัืท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด / N.S. Travel & Tours Co., Ltd. / E-mail: info@noomsaotours.com
Tel : 0 2246 5659 Fax : 0 2246 5658, 0 2248 8420, 0 2642 5555, 0 2640 0022